<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Transmission Archives - cdcosmos</title>
	<atom:link href="https://www.cdcosmos.com/category/transmission/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.cdcosmos.com/category/transmission/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 26 May 2023 08:44:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/08/cropped-logo-cd-cosmos_new-32x32.png</url>
	<title>Transmission Archives - cdcosmos</title>
	<link>https://www.cdcosmos.com/category/transmission/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อัปเดตความเคลื่อนไหว ก่อนไปเต็มอิ่มกับคอนเสิร์ตใหญ่ Safeplanet BON VOYAGE The First Arena Concert</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/safeplanet-bon-voyage-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 May 2023 08:44:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[BON VOYAGE The First Arena Concert]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[Pop]]></category>
		<category><![CDATA[safeplanet]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=91135</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใกล้จะถึงวันจริงคอนเสิร์ตยักษ์ใหญ่ไซส์อารีน่าครั้งแรกของ Safeplanet วงขวัญใจวัยรุ่นอันดับหนึ่งที่จริง ๆ แล้วก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างไปจากวงอินดี้เล็ก ๆ ณ ขณะนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปีที่พวกเขายังสร้างสรรค์ผลงานออกมาเรื่อย ๆ ทำให้พวกเขาค่อย ๆ กลายมาเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จในลีกศิลปินอิสระ เราจะชวน เอเลี่ยน ดอย และยี่ มาทบทวนความทรงจำและแบ่งปันมุมมองกันว่าอะไรทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ เรามาพบกับเซฟบอยทั้งสามที่สตูดิโอย่านอุดมสุขที่พวกเขาซุ่มซ้อมกันอย่างเข้มข้นเป็นเวลาสัปดาห์นึงเต็ม ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า Safeplanet BON VOYAGE The First Arena Concert ที่ทุกคนจะได้ดูกันนั้นยิ่งใหญ่ ไม่เหมือนโชว์ไหน และประทับใจสมการรอคอยแน่นอน ทั้งสามคนเดินออกมาจากห้องซ้อม ดูค่อนข้างอิดโรยน่าจะทั้งจากการซ้อมและเตรียมคอนเสิร์ต (ใช่! พวกเขาลุยงานด้วยตัวเองแทบทั้งหมด) แต่ก็ยังยิ้มทักทายและเป็นกันเอง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ที่เคยให้สัมภาษณ์ตอนเรายังเป็นนักเขียนให้สื่ออีกหัวหนึ่ง ดีใจด้วยที่บัตรใกล้จะหมดแล้ว ดอย: ดีใจมาก ๆ ครับเพราะว่าเป็นสเกลคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยได้ทำกันเลยครับ ดีใจที่ทุกคนซื้อบัตรกัน ขอบคุณมาก ๆ ครับ เอ: เราเคยจัดขนาดเล็กกว่านี้เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วที่มนตรีสตูดิโอ ประมาณสองพันคนเขาก็ยังมากัน</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/safeplanet-bon-voyage-interview/">อัปเดตความเคลื่อนไหว ก่อนไปเต็มอิ่มกับคอนเสิร์ตใหญ่ Safeplanet BON VOYAGE The First Arena Concert</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใกล้จะถึงวันจริงคอนเสิร์ตยักษ์ใหญ่ไซส์อารีน่าครั้งแรกของ <strong>Safeplanet</strong> วงขวัญใจวัยรุ่นอันดับหนึ่งที่จริง ๆ แล้วก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างไปจากวงอินดี้เล็ก ๆ ณ ขณะนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลา 8 ปีที่พวกเขายังสร้างสรรค์ผลงานออกมาเรื่อย ๆ ทำให้พวกเขาค่อย ๆ กลายมาเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จในลีกศิลปินอิสระ เราจะชวน เอเลี่ยน ดอย และยี่ มาทบทวนความทรงจำและแบ่งปันมุมมองกันว่าอะไรทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้</p>



<p>เรามาพบกับเซฟบอยทั้งสามที่สตูดิโอย่านอุดมสุขที่พวกเขาซุ่มซ้อมกันอย่างเข้มข้นเป็นเวลาสัปดาห์นึงเต็ม ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า <strong>Safeplanet BON VOYAGE The First Arena Concert</strong> ที่ทุกคนจะได้ดูกันนั้นยิ่งใหญ่ ไม่เหมือนโชว์ไหน และประทับใจสมการรอคอยแน่นอน ทั้งสามคนเดินออกมาจากห้องซ้อม ดูค่อนข้างอิดโรยน่าจะทั้งจากการซ้อมและเตรียมคอนเสิร์ต (ใช่! พวกเขาลุยงานด้วยตัวเองแทบทั้งหมด) แต่ก็ยังยิ้มทักทายและเป็นกันเอง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ที่เคยให้สัมภาษณ์ตอนเรายังเป็นนักเขียนให้สื่ออีกหัวหนึ่ง</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1202" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-1202x800.jpeg" alt="" class="wp-image-91136" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-1202x800.jpeg 1202w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-601x400.jpeg 601w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-768x511.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-1536x1022.jpeg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-2048x1363.jpeg 2048w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_9135-N-3-600x399.jpeg 600w" sizes="(max-width: 1202px) 100vw, 1202px" /><figcaption class="wp-element-caption">เอเลี่ยน ดอย และยี่ <strong>Safeplanet</strong></figcaption></figure>



<p><strong>ดีใจด้วยที่บัตรใกล้จะหมดแล้ว</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ดีใจมาก ๆ ครับเพราะว่าเป็นสเกลคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยได้ทำกันเลยครับ ดีใจที่ทุกคนซื้อบัตรกัน ขอบคุณมาก ๆ ครับ</p>



<p><strong>เอ:</strong> เราเคยจัดขนาดเล็กกว่านี้เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วที่มนตรีสตูดิโอ ประมาณสองพันคนเขาก็ยังมากัน ครั้งนี้เลยลองเสี่ยงดูว่าถ้ามูฟไปอารีน่าเขาจะมากันไหม ธันเดอร์โดมเป็นเวนิวขนาดกลางที่ไม่เล็กเกินไป ไม่ใหญ่เกินไป ก็ลุ้นพอสมควรแต่สุดท้ายเขาก็มากัน ขายไปได้ห้าพันกว่าใบแล้วครับ ไม่ต้องถึงหกพันก็ถือว่าเยอะแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จในตัวของมันเอง เพราะบัตรไม่ค่อยถูกเท่าไหร่แต่เขาก็ซื้อกัน</p>



<p><strong>ตอนเล่นเฟสติวัลคนเป็นหมื่น แต่รอบนี้ตื่นเต้นกว่า</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> เฟสติวัลมันเล่นด้วยกันหลายวง ก็มีแฟนคลับของวงอื่น ๆ ที่มาอยู่ตรงนั้น แต่อันนี้เหมือนเป็นโปรเจกต์เราเดี่ยว ๆ ในฮอลนั้นก็มีแต่คอนเทนต์ของเรา มันก็รู้สึกแบกความกดดันมากกว่าว่ามันจะลื่นไหลไหม มีปัญหาทางเทคนิคอะไรหรือเปล่า กดดันกว่าเฟสติวัลใหญ่ ๆ แน่นอน</p>



<p><strong>ความพร้อมเป็นยังไงบ้าง เห็นว่าจองห้องซ้อมกันเป็นอาทิตย์</strong></p>



<p><strong>ยี่:</strong> พร้อมขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะ 80-90% เหลือดีเทลอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ</p>



<p><strong>เอ:</strong> นับจากวันที่สัมภาษณ์ก็อีกสองอาทิตย์ น่าจะประมาณนั้น เหลือแค่รอยต่อ transition เปลี่ยนเพลงให้มันสมูธ</p>



<p><strong>ความพิเศษของโชว์ในครั้งนี้</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> เป็นโชว์ที่ยาวที่สุดที่เราเคยทำ ประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ (<strong>ดอย:</strong> เกิดมาไม่เคยเล่นนานขนาดนี้) คอนแรกเรามีแค่อัลบั้มเดียว น่าจะ 12 เพลงเอง อันนี้รวมเป็น 27 เพลง รวม interlude</p>



<p><strong>โชว์นานขนาดนี้ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายด้วยไหม</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ก็พยายามทำตัวให้ฟิตอยู่ครับ แต่ช่วงนี้ก็นอนน้อย จริง ๆ คอนเสิร์ตเราวางแผนกันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว แล้วมาเริ่ม process จริง ๆ ประมาณเดือนครึ่ง สองเดือน</p>



<p><strong>ยี่:</strong> ใช่ เพราะเราเป็นเหมือน show director, music director เองด้วย เหนื่อยหน่อย (<strong>ดอย:</strong> อร่อยแน่) ลงทุนเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องแสง สี เสียง (<strong>ดอย:</strong> เยอะจริง ไม่รู้จะกำไรหรือเปล่า)</p>



<p><strong>เอ:</strong> นี่น่าจะเป็นเดือนที่เรานอนตีสี่ตีห้าทุกวัน เป็นเดือนครึ่งที่ไม่ได้หยุดเลย เราลุยเรื่อง pre-production แล้วก็ post-production เองด้วย เราตั้งใจสุด ๆ นั่งครีเอตไปด้วยกันกับ Saturate Designs คล้าย ๆ ว่าเป็นทีมเดียวกับเรา เราพยายามทำให้วิชวล ไลท์ติ้ง โซนิก เป็นเรื่องเดียวกันหมดเลย เราพยายามทำประสบการณ์ในโชว์ให้เป็นพาร์ตต่าง ๆ เป็นการเดินทางเป็นบท ๆ ไป โปรดักชันน่าจะใหญ่และดีที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา และมันจะต้องดีมาก ๆ คุ้มค่าบัตร</p>



<p><strong>ดอย:</strong> เรื่อง performance รอบนี้เราก็จ้างนักดนตรีจริง ๆ มาเล่น ในเพลงเราจริง ๆ มีรายละเอียดเยอะ คนก็จะได้เห็นเอเลเมนต์นั้น</p>



<p><strong>เอ:</strong> เสียงสังเคราะห์ทั้งหมดในออดิโอก็จะเป็นคนเล่น จะมีหลายตำแหน่งที่เพิ่มเข้ามา เพอคัสชัน ซินธิไซเซอร์ เครื่องสาย จัดเต็มครับ</p>



<p><strong>ทำไมตั้งชื่อว่า Bon Yovage</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> <em>‘Bon Voyage’</em> เป็นแทร็คเปิดในอัลบั้ม <em>‘Cap, Capo, Cigarettes, and Beer’</em> ของเรา แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเอามาตั้งชื่อคอนเสิร์ตนี้มันก็เหมาะ Bon Voyage มันแปลว่า ‘เดินทางโดยสวัสดิภาพ’ เราก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาเราก็เดินทางมาไกลพอสมควร และเป็นการเดินทางที่สนุก คอนเสิร์ตมันเลยเหมือนเป็นการมาร์กแชปเตอร์นี้ไว้ เป็นการสรุปการเดินทางของเราได้ดี เหมือนมาถึง check point นึงแล้วก็เตรียมออกเดินทางไปที่อื่นต่อ เป็นการเดินทางที่ไม่จบไม่สิ้น</p>



<p><strong>อัลบั้มแรกดนตรีค่อนข้างต่างกับชุดสอง ตอนเราพัฒนาให้ซาวด์มาเป็นในลักษณะนี้มีความกังวลว่าแฟนเพลงจะไม่ชอบไหม</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> ไม่ค่อยกังวล คิดว่าถ้าเขารับตรงนั้นได้ เขาก็น่าจะย่อยอัลบั้มนี้ได้ง่าย กลัวว่ามันจะง่ายไปด้วยซ้ำ เหมือนพอเรากลับไปฟังเพลงแรก ๆ เลือดอัลเทอร์เนทิฟมันก็แรง ทำเพลงตามใจ ไม่ตามฟอร์แมต อัลบั้มนี้เราตามฟอร์แมตมากขึ้น แต่เราแค่ใส่อย่างอื่นเข้าไปแทน เหมือนเราก็โตขึ้นจากการที่เราชอบทำอะไรซับซ้อน มาทำให้มันเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ไปเน้นสกิลเรื่องอื่น ไม่ได้เน้นที่คอมโพสิชันที่มันซับซ้อนเหมือนเดิม</p>



<p><strong>เพลงที่แฟน ๆ ชอบเรียกร้องให้เล่นสด</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> <em>‘ระบาย’</em></p>



<p><strong>ดอย:</strong> <em>‘โอยา&#8217;</em> ด้วยครับ <em>‘นอนไม่หลับ’</em> ก็เจอบ่อย เพราะเราไม่ค่อยได้หยิบมาเล่น อย่าง <em>‘ข้างกาย&#8217; ‘คำตอบ’ ‘ห้องกระจก’ ‘พริบตา’</em> มันเล่นอยู่แล้ว</p>



<p><strong>ยี่:</strong> เอาจริง ๆ เพลงที่คนจะเรียกร้องก็คือเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่น เพราะว่าช่วงหลังเราไปเล่นตามที่ต่าง ๆ เวลามันน้อย เราก็ต้องเลือกเพลงที่คนเขาอยากฟัง ซึ่งบางเพลงเก่า ๆ แฟนเพลงก็อยากฟัง <em>‘โอยา’ ‘ระบาย&#8217; ‘กล่องดำ’</em></p>



<p><strong>เอ:</strong> เกือบทุกเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่น เขาก็จะชอบกันคนละเพลง ก็ไม่มีอะไรตายตัว บางคนอยากฟังเพลงนั้นเพลงนี้ โชว์นี้ก็เลยจะได้ฟังทุกเพลงแน่นอน</p>



<p><strong>8 ปีที่ผ่านมา วงได้ประสบการณ์หรือเรียนรู้อะไรบ้าง จากการเป็นอินดี้วงเล็ก ๆ จนมาเป็นวงที่เป็นที่รู้จักมากขึ้น</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ผมว่าก็ได้เรียนรู้หลายอย่าง วิธีการทำเพลงแรก ๆ กว่าจะเสร็จแต่ละเพลงก็นานมาก ๆ เหมือนเราก็พยายามหาตัวเอง หลัง ๆ เริ่มมีประสบกาณ์มากขึ้นก็เหมือนว่าทำอะไรได้เร็วขึ้น แล้วก็เรื่องจัดการ บริหารอะไรในวง ยิ่งทำไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนรู้ว่ามีรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องจัดการ</p>



<p><strong>เอ:</strong> ก็คือตั้งแต่เราทำวง เราเรียนรู้แทบจะทุกด้าน ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ไม่ว่าจะวินัย การจัดการ ธุรกิจ outsource ต่าง ๆ ที่เราต้องจ้างเอง ทำเอง เราก็ต้องอาศัยคอนเน็กชันของแต่ละคนเรื่อย ๆ ไปดูดมาเวลาทำงานกับใคร</p>



<p><strong>ยี่:</strong> เรียนรู้เยอะจริง ๆ ตอนแรกที่เป็นวงอินดี้เล็ก ๆ ก็เหมือนเรียนรู้การออกไปเล่นด้วยตัวเอง ดูแลตัวเอง แล้วพอไป ๆ เราเริ่มมีทีมงาน ครอบครัวเริ่มขยาย ก็มีเรื่องนู้นเรื่องนี้มา พอมีเรื่องอุปกรณ์เราก็แข่งกับเทคโนโลยีอีก ทุกอย่างมันไม่มีวันหยุด เหมือนต้องไปเรื่อย ๆ ตามโลก ตามขนาดวง เหมือนตอนนี้ดูแลหลายชีวิตด้วยก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอด</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-532x800.jpeg" alt="" class="wp-image-91137" width="462" height="695" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-532x800.jpeg 532w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-266x400.jpeg 266w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-768x1154.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-1022x1536.jpeg 1022w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-1363x2048.jpeg 1363w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-600x902.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8904-scaled.jpeg 1703w" sizes="(max-width: 462px) 100vw, 462px" /><figcaption class="wp-element-caption">เอเลี่ยน ดอย และยี่ <strong>Safeplanet</strong></figcaption></figure>



<p><strong>หลายวงเกิดใหม่ยุคนี้อยากมีค่ายซัพพอร์ต อะไรทำให้ Safeplanet แน่วแน่ที่จะอยู่ด้วยตัวเองตั้งแต่แรก</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ตอนแรกเราก็เริ่มมาด้วยตัวเอง ทุกคนก็ปล่อยเพลงใน YouTube แล้วก็เหมือนทำไปทำมาเรื่อย ๆ เหมือนได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น อะไรที่จัดการเองได้ก็ลุย</p>



<p><strong>เอ:</strong> เรามีแพลนมากกว่า ช่วงแรก ๆ เราก็ดื้อ เราค่อนข้างแอนตี้ค่าย เราไม่ค่อยเชื่อผู้ใหญ่ ไม่ค่อยอยากทำอะไรที่เขาให้ทำ อย่างเช่นเดินสาย คุยกับคลื่นวิทยุที่เขาไม่ได้สนใจเราแล้วถามแบบ ‘ทำวงอะไรครับ’ เราไม่ชอบการที่เขาเอาเราไปใส่สลอตนั้น สลอตนี้ไว้เฉย ๆ เราก็จะมีแผนอีกอย่างในหัวเรา รวมถึงเรื่องแนวดนตรีด้วย ทำไปทำมาก็เรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาแนะนำมันก็ไม่ได้แย่ แล้ววิธีที่เราใช้ก็อาจจะไม่ได้เวิร์กกับทุกวง แต่มันดันเวิร์กกับเรา มันลงตัวกับคาแร็กเตอร์เพลงเราพอดีมั้ง ตอนแรกเราก็ไม่ได้จะไปทางแมสอยู่แล้ว ก็เลยทำเองได้ ไม่ต้องโปรโมตแบบนั้น พอทำไปทำมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าหลัง ๆ มามันเคาะเร็ว มันประชุมแค่สามคน ไม่ต้องเข้าตึก ไม่ต้องพรีเซนต์ ไม่ต้องรอสลอต ถ้าเราสามคนโอเคคือรออาร์ตเวิร์กมาแล้วปล่อยเพลง ก็เลยยังสนุกที่ทำเองอยู่</p>



<p><strong>ได้ศึกษาการทำงานหรือการโปรโมตของค่ายหรือศิลปินคนอื่น ๆ ยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> แรก ๆ เราอินดี้จัด ๆ เลยนะ (<strong>ดอย:</strong> พอเสร็จก็คือจะปล่อยเลย) เราไม่อยากให้คนเห็นหน้าเราด้วยซ้ำนะ เพราะว่าเราอยากให้เพลงมันสร้างคาแร็กเตอร์เราก่อน</p>



<p><strong>ยี่:</strong> หลัก ๆ เรามุ่งไปออนไลน์มากกว่า ไม่ค่อยมีไปเดินสายวิทยุ เหมือนไม่ใช่ทางเรา เคยลองทำแล้วก็ไม่เวิร์กด้วย</p>



<p><strong>ดอย:</strong> หลัง ๆ เรียนรู้จากคนอื่นบ้างว่าคนอื่นเขาทำอะไร ก็มาปรับใช้บ้าง</p>



<p><strong>เอ:</strong> แต่เราก็โชคดี เพื่อน ๆ หรือผู้ใหญ่ในซีนเราก็รู้จัก เราก็ถามเขาเสมอว่าอยู่ค่ายเป็นไง เขาทำอะไร แล้วคิดว่าวิธีไหนถ้าทำกับเราแล้วมันเวิร์ก เราก็ดูดมาทำด้วยเหมือนกัน แต่หลัก ๆ จะเน้น engagement ออนไลน์มากกว่า เอาเพจไปตอบ เอาเพจไปกดไลก์ ช่วงแรก ๆ ที่เราทำวง ศิลปินช่วงนั้นจะไม่ค่อยตอบเมนต์เลย เหมือนทำตัวให้ห่าง ๆ หน่อยมั้ง แต่เราสวนกระแส เราเอาเพจเราไปคุยก็รู้สึกใกล้ชิดกว่า</p>



<p><strong>เป้าหมายการทำวงช่วงแรก ๆ กับตอนนี้ เหมือนหรือต่างกัน</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ตอนแรกก็แค่อยากมีวง มีผลงานของตัวเอง ตอนนี้ก็ 8 ปีแล้ว ก็อยากจะทำอัลบั้ม 3 ให้มันดีขึ้นจากสอง อัลบั้มแรก สำหรับผมเป้าหมายก็ประมาณนั้น ก็อยากจะเล่นดนตรีต่อไป เหมือนเป็นความฝันตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว ตอนนี้ก็ได้มาทำแล้ว ก็อยากจะยืนระยะให้ได้นาน ๆ แล้วก็ทำงานให้เจ๋งขึ้นได้เรื่อย ๆ</p>



<p><strong>เอ:</strong> ผมว่าเป้าหมายไม่ค่อยเปลี่ยน ก็คือคุณภาพดนตรีอันแรก แล้วก็อย่างที่ดอยบอกคือยืนระยะ&#8230; ก็คือเป้าหมายเดิมแหละครับ เราพยายามจะเติบโตไปเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่เราอยากเป็น ณ โมเมนต์นั้นว่าเราอินอะไร อยากเป็นอะไร อยากฟังแบบไหน ก็ทำออกมาให้ได้แบบนั้น</p>



<p><strong>ยี่:</strong> อยากเป็นวงที่อยู่ได้กับคนทุกเจเนอเรชัน ทำเพลงที่มันไม่มีความรู้สึกว่าเพลงนี้เก่า อยากให้เป็นเพลงที่อยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย เป็นเพลงที่เราชอบ</p>



<p><strong>เอ:</strong> อยากแก่แล้วรู้สึกว่ายังร้องได้โดยไม่รู้สึกจั๊กจี้ ไม่เขิน อยากใช้ภาษาที่เป็นตัวเอง</p>



<p><strong>อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้วงนึงอยู่ได้นาน</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> อย่างแรกสุดคือต้องค้นคว้าเยอะ ๆ เราเป็นศิลปินเราจะรู้ว่ามันจะเจอทางตันแทบจะตลอดเวลา ผมว่าที่เขาล้มเลิกกันเพราะเขาหาจุด B ไป C C ไป D ไม่เจอ สุดท้ายคนฟังดนตรีก็รู้ว่ามันสะเปะสะปะ ดูเจตนาออก แต่พอมันจะทะลุไปจุดนึง เราต้องหาให้เจอว่าเราจะไปพัฒนาต่อไปทางไหน สำหรับเราเราเจอนะ เราเนิร์ดกับดนตรีตลอด เรารู้ว่าเราอยากจะทำอะไร แล้วมันก็สนุกเสมอ แต่แน่นอนมันผ่านช่วงที่ ‘แล้วเราจะไปไงต่อ’ มาเหมือนกัน คือช่วงก่อนที่เราจะทำอัลบั้มนี้แหละว่า เราจะกลับไปทำซาวด์เดิมดีไหม หรือจะไปทางไหนดี ตอนช่วงโควิดเราก็ได้คำตอบว่าเราอยากทำอะไร เราเจอเอเลเมนต์ที่เราอยากจะเป็นแล้ว เราว่ามันต้องศึกษาตลอดเวลาถึงจะยืนระยะได้</p>



<p><strong>สปอยล์อัลบั้มใหม่หน่อย</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> เราเพิ่งทำเสร็จไปเพลงนึง ไดเร็กชันอัลบั้มสามก็ยังหากันอยู่ ก็เป็น <strong>Safeplanet</strong> แหละที่มีเพอร์คัสชัน มีคอรัส แต่ก็อยากทำให้มันโมเดิร์นขึ้น</p>



<p><strong>เอ:</strong> โมเดิร์นแบบเก๋า ๆ ช่วงนี้ผมกลับไปฟังพวกเก่า ๆ <strong>Dire Straits, Mark Knopfle, Steely Dan</strong> อยากรู้วิธีคอมโพสแบบโน้ตน้อยลง เน้นซาวด์มากขึ้น ให้มันน้าขึ้นแบบ <strong>Eagles</strong> ที่เท่ ๆ หน่อย เอามาทำใหม่ในแบบของเรา เล่นน้อยลง ลดความบ้าคลั่งลง เก๋าขึ้น ทำให้มันคมขึ้น</p>



<p><strong>รู้สึกยังไงที่เราเคยเป็นวงเล็ก ๆ ที่เติบโตมามีคนรักมากมายขนาดนี้</strong></p>



<p><strong>เอ</strong>: ดีใจครับ รู้สึกว่าน่าจะตายได้เลย แบบ โอเคแล้ว สบายใจแล้ว รู้สึกดีมากกับปัจจุบัน รู้สึกโชคดีมีแฟนเพลงซัพพอร์ต จังหวะดี แล้วอันที่จริงเราก็ขยันจริง ๆ</p>



<p><strong>ยี่:</strong> รู้สึกดีอยู่แล้วล่ะครับที่มีคนชอบ แฟนเพลงทุกคนสำคัญกับเรามาก ๆ ถ้าเราทำเพลงแล้วไม่มีคนซัพพอร์ต ไม่มีคนฟัง ไม่มีใครมาดูคอนเสิร์ต มันก็คงจะไม่มีความหมายขนาดนี้ ก็รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองทำได้ มีคนชอบ แล้วก็จะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อย ๆ</p>



<p><strong>ดอย</strong>: ดีใจครับ เพราะมันก็เป็นช่วงเวลานึงที่นานเหมือนกัน รู้สึกขอบคุณทุกคนด้วย เขาที่เป็นแฟนเพลงอยู่กับเรามาตั้งแต่ตอนแรกแล้วทุกวันนี้ก็ยังเป็นแฟนเพลงเราอยู่ แล้วก็มีคนใหม่ ๆ เข้ามาเยอะ ก็รู้สึกว่าเป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้มีใครจากไปไหน</p>



<p><strong>เอ:</strong> ต้องขอบคุณมาก ๆ ความที่เราเป็นวงอินดี้ การซัพพอร์ตเราได้ทุกบาททุกสตางค์จริง ๆ มันเข้าเราโดยตรงเลยแทบจะ 100% ด้วยซ้ำ เป้าหมายต่อไปก็คงทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุดแหละ ตอนนี้มันดีแล้ว แต่อนาคตก็อยากให้มันดีขึ้น วงก็เก่งขึ้น มีฐานที่แข็งแรงขึ้น สัญญาได้ว่าจะทำให้ดีต่อจากนี้</p>



<p><strong>คิดเห็นยังไงที่วงอินดี้ถูกพูดถึงในเมนสตรีมมากขึ้น อย่างล่าสุดรายการ T-Pop Stage ก็พูดถึง</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> ก็ดีครับ เพราะจริง ๆ วงการดนตรีมันก็ต้องการความหลากหลายอยู่แล้ว ก็ดีใจที่วงแต่ละแนวได้มีพื้นที่ หรือมีโอกาสมากขึ้น ก็ยินดีกับทุกวงด้วย ตอนนี้มันเป็นยุคอินเทอร์เน็ตด้วยแหละ ทุกคนก็มีโอกาสได้แสดงผลงาน ถ้าขายของดีจริงก็จะได้รางวัลไป</p>



<p><strong>เอ:</strong> มันเท่าเทียมกันมากขึ้น ดนตรีทุกแบบคือเป็นแมสได้เลย ไม่ว่าจะแดนซ์ บอยแบนด์ หรือ T-pop อินดี้ อัลเทอร์เนทิฟร็อก มันเป็นยุคที่หลากหลายมาก ๆ คนได้เลือกเอง มันไม่เหมือนยุคเราเด็ก ๆ ที่เราโตมากับทีวีหรือวิทยุที่เรามักจะชอบทุกวงที่เขาเปิดให้เราฟัง แต่ยุคนี้เราสามารถคัสตอมเองได้เลยว่าเราอยากฟังแนวไหน</p>



<p>แต่สำหรับวงอินดี้เราว่ามากันไกลมาก เมื่อก่อนมันไม่มีวงอินดี้ทัวร์ร้านเหล้า เราจะอยู่แค่ไลฟ์เฮาส์ เฟสติวัล เล่นงานฟรีเยอะ ช่วงแรก ๆ ที่เราเข้ามาก็เป็นแบบนั้น สมัยที่เราเล่น Play Yard แต่สมัยนี้เราเห็นน้อง ๆ ไปทัวร์ได้นอกประเทศเลย มีที่ให้เขาเสมอ ก็รู้สึกดีที่ได้อยู่ถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนนี้</p>



<p><strong>ดอย:</strong> ใช่ แล้วก็บางวงได้ไปต่างประเทศด้วย เดี๋ยวนี้มัน worldwide มากขึ้น ทุกคนมีโอกาสมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-532x800.jpeg" alt="" class="wp-image-91138" width="468" height="704" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-532x800.jpeg 532w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-266x400.jpeg 266w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-768x1154.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-1022x1536.jpeg 1022w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-1363x2048.jpeg 1363w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-600x902.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8940-scaled.jpeg 1703w" sizes="(max-width: 468px) 100vw, 468px" /><figcaption class="wp-element-caption">เอเลี่ยน ดอย และยี่ <strong>Safeplanet</strong></figcaption></figure>



<p><strong>แล้ว Safeplanet อยากไปต่างประเทศบ้างไหม</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> อยาก แต่อยากไปด้วยภาษาไทยมากกว่า ก็มีคนติดต่อมาบ้าง ไปเล่นญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่ไม่ได้คาดหวังมาก มีแฟนเพลงนิดหน่อย ซึ่งสำหรับเราถือว่ามันดีมากแล้วกับการที่ 3-4 คนที่เข้ามาทักหรือขอถ่ายรูป แต่เราอยากโกอินเตอร์ด้วยภาษาไทยมากกว่า เราว่ามัน exotic ดี เวลาวงญี่ปุ่นมาเล่นที่ไทย เราก็ไม่ได้อยากให้เขาร้องภาษาไทย เราอยากฟังภาษาเขา ก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ว่าเขาอยากฟังภาษาเรา แต่ก็แน่นอนว่าประเทศเรามันไม่ได้อยู่ในเขตสากล ก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่</p>



<p><strong>ดอย:</strong> แต่เพลงภาษาอังกฤษก็อยากมีนะ ในอนาคตก็อาจจะมี เพราะว่าก็อยากลองทำเพราะมันก็น่าสนใจ</p>



<p><strong>เอ:</strong> แต่ตอนนี้เรากำลังแฮปปี้กับการอยู่แถว ๆ นี้เหมือนกัน เราได้กลับบ้านนอน ได้กลับมาหาแมวทุกวัน ไม่ต้องเจ็ตแล็ก ก็สนุกดี อยู่กับครอบครัว</p>



<p><strong>สรุปแล้วเรายังมีพื้นที่แบ่งระหว่างอินดี้กับเมนสตรีมไหม เพราะบางวงป๊อปในค่ายบางวง ตอนโปรโมตก็เรียกตัวเองว่าเป็นอินดี้</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> คนไทยส่วนใหญ่จะเรียกแบบนั้นมั้ง ไม่รู้เขานิยามคำว่าอินดี้ว่ายังไง หลาย ๆ วงยังโดนเรียกเป็นอินดี้อยู่ อย่าง <strong>Polycat</strong> ก็ยังโดนเรียกเป็นอินดี้อยู่เลย (<strong>The COSMOS:</strong> เพราะเขาไม่ได้ทำทำนองแบบไทยป๊อปหรือเปล่า) เป็นไปได้ อะไรที่แปลกไปจากป๊อปไทยเบสิก เขาจะเรียกเป็นอินดี้หมด แต่สำหรับเราวงอินดี้ก็คือวงที่ทำกันเอง จริง ๆ มันไม่มีแนวอินดี้ป๊อปอยู่แล้ว อินดี้ป๊อปคือวงป๊อปที่ทำกันเอง จะเป็นป๊อปแบบแมสก็ได้ นิยามยากเหมือนกันสำหรับที่นี่</p>



<p><strong>การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากเทป ซีดี มาสตรีมมิง ส่งผลกับวงยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>ยี่:</strong> ก็ส่งผลเยอะนะครับ เห็นชัดว่าตอนแรกคนฟังใน YouTube แทบจะทั้งหมดเลย Joox กับ Spotify คนยังฟังไม่เยอะ เมื่อก่อนมี Spotify ก็ไปดูพวกวงต่างชาติ ร้อยล้าน monthly listeners เรางงว่าคนใช้เยอะจริง ๆ หรอวะ สุดท้ายมาไทย พอมันผ่านไปเราก็เห็นว่าคนฟัง Spotify กันเยอะขึ้นจริง ๆ monthly listeners บางวงล้านสองล้านแล้ว จริง ๆ มันก็ดีนะ เหมือนทุกคนมีสื่อในมือ จะเลือกฟังใครก็ได้ ไม่มีใครบังคับให้เราฟังใครได้อีกแล้ว อย่างมากก็แค่เพลย์ลิสต์ที่ traffic เยอะเฉย ๆ แต่จะฟังใครก็เป็นสิทธิ์ของผู้ฟังเลย มันเจ๋ง</p>



<p><strong>ดอย:</strong> เราก็โตมากับเทปซีดีเนอะ ในด้านยอดขายเมื่อก่อนศิลปินก็อาจจะได้เงินจากตรงนั้นเยอะ พอตอนนี้มันมีสตรีมมิง ข้อดีของมันคือโอกาสของคนที่จะได้ฟังเพลงเราก็ง่ายขึ้น แชร์กันเร็วขึ้น แต่สำหรับผมก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมาก เดี๋ยวนี้ทุกคนฟังสตรีมมิงกันหมดแล้ว</p>



<p><strong>เอ:</strong> เราไม่ได้ขาย physical ได้เยอะ ๆ ด้วยอะ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันกระทบเรา แต่เราว่ามันดีกับเด็กรุ่นใหม่ ที่เพลงมันถูกแปลงเป็นดิจิทัลแล้วมันทำเงินได้หลายทางมาก ๆ ดาวน์โหลด ริงโทน สตรีมมิง YouTube Spotify แยกหมด หรือใน TikTok กับ Instagram ถ้ามีคนเอาเพลงเราไปใส่ Reels เราก็ได้เงินนะ มันค่อนข้างมีหลายทาง น่าจะได้เยอะกว่า physical ด้วยถ้าไม่ได้ขายได้ล้านแผ่น</p>



<p><strong>ดอย:</strong> คนที่เก็บ physical ก็น่าจะเป็นแฟนเพลงจริง ๆ จำนวนนึงครับ หลาย ๆ คนก็ยังคิดถึงฟีลแบบนั้นอยู่ แผ่นเสียง เทป ซีดี แต่ผมว่ามันก็ดีทั้งสองทาง</p>



<p><strong>พูดถึงยอดสตรีม คิดว่าวงอินดี้เล็ก ๆ ที่เกิดใหม่ก็มีความท้าทายตรงนี้ คิดว่าทำยังไงเพลงของเขาถึงจะถูกได้ยิน เพราะอย่างที่บอกว่าผู้ฟังเลือกบริโภคได้มากขึ้น จะมาเริ่มอะไรที่ไม่คุ้นทำไม</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> ผมว่าเขาต้องรู้จักตัวเองก่อน เราว่าจะทำเพลงให้มันรู้สึกว่ามันดี ต้องมีหูที่ดีก่อน ฟังแบบเป็นกลาง อย่างเราก็เอาความรู้สึกที่เราชอบเพลงอะไรก็ได้ที่เราฟัง เราฟังแล้วขนลุก รู้สึกดี เรารู้สึกแบบนั้นกับเพลงเราบ้างหรือเปล่า ถ้ามีเซนส์ตรงนั้น มองตัวเองแบบตรงไปตรงมา บางทีมันก็เป็นไปได้ เราเห็นจุดบอดเราไหม คุณภาพดีหรือยัง เมโลดี้ดีหรือยัง ซึ่งมันก็ปัจเจกมาก ๆ ว่ามันดีกับเรา แล้วมันดีกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็ต้องลุ้นอีกทีว่าคนจะชอบหรือเปล่า&#8230; วิธีจะไปให้คนเห็นมันเหมือนจะง่ายขึ้น แต่มันก็ยากขึ้น เพราะว่าเพลงเต็มไปหมดเลย</p>



<p><strong>ยี่:</strong> อะไรที่ทำได้ก็ทำให้หมดอะ</p>



<p><strong>เอ:</strong> สุดท้ายต้อง unique นะ ต้องเด่นออกมาให้ได้ มันก็น่าจะเหมือนหลักการทำธุรกิจ ถ้าเราเปิดร้านขายไก่ทอดข้าง KFC เราจะให้เขามากินไก่เราได้ไง มันมีเหตุผลอะไร ทำไมถึงต้องเลือกฟังวงเรา เรามีอะไร ไล่เหตุผลมาทีละข้อได้ไหม เราตอบตัวเองได้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร เรามีอะไรที่คนอื่นไม่มีแล้วเขาถึงต้องมาฟัง ถ้าเรามีเมโลดี้ มีริธีม แค่นั้นก็ผ่านแล้ว เราขายได้นี่หว่า ถ้าตอบไม่ได้ก็จะยากหน่อย ต้องถามตัวเองก่อน</p>



<p><strong>สิ่งที่อยากเห็นในซีนตอนนี้</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> อยากเห็นหลังคาได้ไหม? หลังคาตามเฟสติวัล คนทำงานทำงานยากจริง ๆ แดดออกก็ร้อน เวลาฝนตก ทุกอย่างต้องหยุด ไฟอาจจะช็อตก็ได้ โชว์ก็อาจจะต้องชะงัก แต่ถ้าเกิดในวงการดนตรีเรามีมาตรฐาน ผมว่าทุกคนจะแฮปปี้ทั้งคนทำงานเบื้องหลัง ศิลปิน คนดู ผู้จัด ผมว่ามันก็น่าจะ win-win ทุกฝ่าย</p>



<p><strong>เอ:</strong> เราก็อยากให้มาตรฐานมันดีขึ้นแหละ ทั้งความปลอดภัย แล้วก็อยากให้มันเอื้อกับทีมงานทุกคน</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-532x800.jpeg" alt="" class="wp-image-91140" width="478" height="719" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-532x800.jpeg 532w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-266x400.jpeg 266w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-768x1154.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-1022x1536.jpeg 1022w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-1363x2048.jpeg 1363w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-600x902.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/DSC_8213-Group-scaled.jpeg 1703w" sizes="auto, (max-width: 478px) 100vw, 478px" /><figcaption class="wp-element-caption">เอเลี่ยน ดอย และยี่ <strong>Safeplanet</strong></figcaption></figure>



<p><strong>เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะหลาย ๆ คนวิ่งเข้าหาธุรกิจดนตรีแบบไม่ได้มีความรู้หรือใส่ใจขนาดนั้น</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> อาจจะไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ได้ว่าใครนะครับ เขาอาจจะลงทุนมาให้งานมันเกิดผลกำไรหรือเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่ด้วยดีเทลพวกนี้ คนในวงการอย่างพวกเราก็จะคุยกันบ่อย ๆ</p>



<p><strong>เอ:</strong> เราอยากให้มีเวนิวแบบที่วงเล็ก ๆ ไปเล่นได้มีเยอะขึ้น เพราะว่าเขาก็ต้องค่อย ๆ สร้างคอมมิวนิตี เราว่ามันต้องไปเจอคนแบบที่เราเคยอยู่ Play Yard อยู่หลาย ๆ ที่มา</p>



<p><strong>ยี่:</strong> อยากให้ทั้งเวนิวเล็กและใหญ่ใส่ใจอะคูสติก เพราะว่าตอนนี้เวลาคนจะจัดคอนเสิร์ตก็ต้องเป็นสนามกีฬาที่เรื่องเสียงมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แม้กระทั่งที่ใหญ่ ๆ ซาวด์มันก็ไม่ได้ดีถ้าเทียบกับต่างประเทศที่เขามีอารีนาที่คิดเผื่อเรื่องนี้มาแล้ว แต่ผมก็เข้าใจนะว่ามันเป็นการใช้เงินที่เยอะ</p>



<p><strong>ชีวิตช่วงนี้เป็นยังไงกันบ้าง อย่างเอก็เพิ่งแต่งงาน</strong></p>



<p><strong>เอ:</strong> ก็น่าจะเหมือนเดิมเลยนะ เหมือนปิดแชปเตอร์นึงของวัยรุ่นได้แล้ว ตอนนี้ต้องสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างความมั่นคงให้ตัวเอง</p>



<p><strong>ยี่:</strong> ก็เรื่อย ๆ ครับ จัดคอนเสิร์ตมันเหนื่อยจริง แต่ก็ยังสนุกอยู่ เพราะยังไม่แก่</p>



<p><strong>ดอย:</strong> ชีวิตช่วงนี้เข้มข้นครับ ก็เหนื่อยกายแหละเพราะทำคอนเสิร์ต แต่รู้สึกว่าสมองหรือจิตวิญญาณก็ค่อย ๆ โตขึ้นเพราะได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ได้เล่นเพลงเก่า ๆ ได้กลับไปรู้จักตัวตนเดิม บางอย่างที่ลืมไปแล้ว แล้วก็เหมือนได้เจออะไรใหม่ ๆ มันก็ดีแหละ</p>



<p><strong>สุดท้ายแล้ว ชวนแฟนเพลงมาซื้อบัตรโค้งสุดท้ายหน่อย</strong></p>



<p><strong>ดอย:</strong> อยากเชิญชวนทุกคนมาดูนะครับ บัตรเหลือไม่กี่ใบแล้ว นาน ๆ ทีที่วงอินดี้จะได้ขึ้นธันเดอร์โดม พวกเราก็ถวายชีวิตทุกอย่างเท่าที่มี ก็อยากทำให้มันดีที่สุดในทุก ๆ ด้าน ใครว่างก็เรียนเชิญนะครับผม อยากให้มาสัมผัสประสบการณ์นั้นไปด้วยกัน ทั้งแฟนเพลงเก่า แฟนเพลงใหม่ หรือใครที่อยากจะ ว่าง ๆ อยากมาดูดนตรี ผมว่าน่าจะเป็นค่ำคืนที่สุดยอด</p>



<p><strong>ยี่:</strong> เรียนเชิญครับ ถ้าใครที่เคยมาดูหรือไม่เคยมาดูครั้งก่อน ๆ ที่พวกเราเล่น ไม่ว่าจะในเฟสติวัลหรือต่างร้าน ครั้งนี้มันจะดีกว่าทุกครั้งแน่นอน ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีวงมา แล้วก็อย่าลืมซื้อบัตรนะครับ ตอนนี้เหลือแค่ Standind A ที่แอปพลิเคชันหรือในเว็บไซต์ The Concert นะครับ</p>



<p>ใครยังไม่ตัดสินใจซื้อบัตร รีบตอนนี้ก่อนหมด อดแล้วจะเสียใจ <a href="https://www.theconcert.com/concert/2292">https://www.theconcert.com/concert/2292</a></p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="566" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-566x800.jpg" alt="" class="wp-image-91139" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-566x800.jpg 566w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-283x400.jpg 283w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-768x1086.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-1086x1536.jpg 1086w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-1448x2048.jpg 1448w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-600x849.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/IMG_9052-scaled.jpg 1810w" sizes="auto, (max-width: 566px) 100vw, 566px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>Safeplanet</strong> BON VOYAGE The First Arena Concert</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/safeplanet-bon-voyage-interview/">อัปเดตความเคลื่อนไหว ก่อนไปเต็มอิ่มกับคอนเสิร์ตใหญ่ Safeplanet BON VOYAGE The First Arena Concert</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘TWIMC’ จดหมายเปิดผนึกถึงใครคนนั้นจาก thaimilktea</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/thaimilktea-twimc-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 May 2023 10:04:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[thaimilktea]]></category>
		<category><![CDATA[TWIMC]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=91072</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพื่อน ๆ ร่วมก๊วน YEEZAA มาหลายปี ตอนนี้ก็ได้เวลาของ ยิ้ม—ประวิทย์ ฮันสเตน โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงที่ได้ฤกษ์ปล่อยผลงานของตัวเองภายใต้ชื่อ thaimilktea สักที ซึ่งก่อนหน้านี้ชื่อของเขาก็ไปอยู่ในสองเพลงจากอัลบั้มเต็มของ Daynim ดังนั้นแล้วเขาก็เลยชวนนักร้องนำอย่าง เพลง—วัศยา ตรรกไพจิตร มาร่วมโปรเจกต์ ‘TWIMC’ กับ EP 5 เพลงที่เป็นเหมือนจดหมายรักเปิดผนึกถึงอดีตรสหวานปนขมที่ทำให้พวกเขาได้กลายมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้ ทำไมใช้ชื่อว่า thaimilktea ยิ้ม: ชื่อนี้มานานมาก ๆ แล้วตั้งแต่อยู่วงเก่า เหมือนคุยกับเพื่อนสนิทแล้วโดนบิลด์ว่ามึงชอบเพลงหลายแบบ น่าจะทำงานเดี่ยวนะ แล้วก็มีคนประธานชื่อมาให้ว่าเป็นชื่อ thaimilktea ไหมล่ะ เพราะตอนนั้นก็เป็นช่วงเลิกกาแฟแล้วกินแต่ชาเย็นทุกวันเลย (หัวเราะ) มาร่วมงานกันได้ยังไง ยิ้ม: โดนเพลงบิลด์ตั้งแต่ตอนที่ทำอัลบั้มของ Daynim แล้วแหละว่าควรทำงานของตัวเองบ้างนะ แล้วก็ทำแบบ spontaneous เลย ไม่ต้อง OCD ไม่ต้องคิดเยอะ แล้วเราก็เหมือนโดนฝังข้อมูลนี้บ่อยมาก จนมันมีจังหวะแก๊ปนึง &#8230;ช่วงสงกรานต์รึเปล่าวะเพลง เพลง: ใช่ เหมือนเพลงคุยกับพี่ยิ้มแหละว่าจะทำเมื่อไหร่ มีเวลาแค่ไหนที่จะพอทำซัก EP นึง</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/thaimilktea-twimc-interview/">‘TWIMC’ จดหมายเปิดผนึกถึงใครคนนั้นจาก thaimilktea</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังจากอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพื่อน ๆ ร่วมก๊วน <strong>YEEZAA</strong> มาหลายปี ตอนนี้ก็ได้เวลาของ <strong>ยิ้ม—ประวิทย์ ฮันสเตน</strong> โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงที่ได้ฤกษ์ปล่อยผลงานของตัวเองภายใต้ชื่อ <strong>thaimilktea</strong> สักที ซึ่งก่อนหน้านี้ชื่อของเขาก็ไปอยู่ในสองเพลงจากอัลบั้มเต็มของ <strong>Daynim</strong> ดังนั้นแล้วเขาก็เลยชวนนักร้องนำอย่าง <strong>เพลง—วัศยา ตรรกไพจิตร</strong> มาร่วมโปรเจกต์ <em>‘TWIMC’</em> กับ EP 5 เพลงที่เป็นเหมือนจดหมายรักเปิดผนึกถึงอดีตรสหวานปนขมที่ทำให้พวกเขาได้กลายมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-600x800.jpg" alt="" class="wp-image-91073" width="512" height="683" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-600x800.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-300x400.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-768x1024.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-1152x1536.jpg 1152w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-1536x2048.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR1-scaled.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 512px) 100vw, 512px" /><figcaption class="wp-element-caption">เพลง และ ยิ้ม <strong>thaimilktea</strong></figcaption></figure>



<p><strong>ทำไมใช้ชื่อว่า thaimilktea</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> ชื่อนี้มานานมาก ๆ แล้วตั้งแต่อยู่วงเก่า เหมือนคุยกับเพื่อนสนิทแล้วโดนบิลด์ว่ามึงชอบเพลงหลายแบบ น่าจะทำงานเดี่ยวนะ แล้วก็มีคนประธานชื่อมาให้ว่าเป็นชื่อ <strong>thaimilktea</strong> ไหมล่ะ เพราะตอนนั้นก็เป็นช่วงเลิกกาแฟแล้วกินแต่ชาเย็นทุกวันเลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>มาร่วมงานกันได้ยังไง</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> โดนเพลงบิลด์ตั้งแต่ตอนที่ทำอัลบั้มของ <strong>Daynim</strong> แล้วแหละว่าควรทำงานของตัวเองบ้างนะ แล้วก็ทำแบบ spontaneous เลย ไม่ต้อง OCD ไม่ต้องคิดเยอะ แล้วเราก็เหมือนโดนฝังข้อมูลนี้บ่อยมาก จนมันมีจังหวะแก๊ปนึง &#8230;ช่วงสงกรานต์รึเปล่าวะเพลง</p>



<p><strong>เพลง:</strong> ใช่ เหมือนเพลงคุยกับพี่ยิ้มแหละว่าจะทำเมื่อไหร่ มีเวลาแค่ไหนที่จะพอทำซัก EP นึง 4-5 เพลง คิดว่ากี่วีคเสร็จ จำได้ว่าตอนนั้นพี่พูดว่า 3 วีค เราก็แบบ ‘เชี่ย&#8230; ไม่กดดันเลยยยย’ แต่แล้วก็ทำได้จริง (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> เอาจริงไอเพลงมันบิลด์ยาวข้ามปีมาแล้วอะ แล้วพอมาเป็นช่วงสงกรานต์ ก็เป็นช่วงว่างที่ทุกคนในค่ายเบรกกันหมด นี่ก็อยู่คนเดียว ไฮเปอร์ หาอะไรทำ เลยคุยกับเพลง คุยไปคุยมา ด้วยคิวนู่นนั่นนี่จาก 3 วึคก็เหลือ 10 วัน แบบ ก็เอาเหอะ ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหน จังหวะมาบรรจบพอดีด้วย ก็เลยเป็นที่มาของสิ่งนี้</p>



<p><strong>ทั้งที่ก็ชอบหลายแนว ทำไมถึงเลือกทำเพลงฟังสบาย</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> ส่วนผสมมันมาจากการทำงานกับน้องเพลงด้วยแหละ ตอนนั้นทำเสร็จก็คุยกันอยู่ว่าถ้ากูไม่ได้ทำกับมึง กูคงไม่ได้ทำสไตล์นี้ล่ะมั้ง&#8230; จริง ๆ มันมาจากคอนเซ็ปต์อัลบั้มก่อนเลยแหละ เรากับเพลงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำแนวไหน เพราะต่างคนต่างก็ชอบหลายสไตล์มาก แล้วก็ไม่อยากตัดกรอบ คุยไปคุยมาเพลงบอก เอ้ย พี่ มีเพลงนึงที่เพลงเขียนไว้นะ แล้วช่วงที่เริ่มทำก่อน 10 วันนี้ เราจะทวนทุกอย่างก่อน เอา text นั้นมาอ่าน พอดูแล้วรู้สึกว่า เออว่ะ หรือว่าเราทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มนี้จากสิ่งที่เราเจอและเรารู้สึกในช่วงก่อนหน้านี้ทั้งหมดไหม ก่อนที่จะไปคิดว่าจะทำแนวเพลงอะไร แล้วไหน ๆ เพลงเขียนในมุมมองของแมนดี้แล้ว เพลงอื่น ๆ ใน EP เรา เราลองเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราทั้งสองคน ในแง่ว่าเป็นการที่เราพยายามเข้าใจเขา ในมุมมองที่เขามองเรา แล้วก็คิดว่าจะพูดยังไงให้ bias น้อยที่สุดและจริงใจ ตรงไปตรงมา ให้อีกฝ่ายเขาไม่ได้รู้สึกว่าเราอคติเขาขนาดนั้น ว่าเรา appreciate กับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หวยเลยไปตกที่แนวนี้ ตั้งพื้นฐานมาจากแนวโฟล์กเหล่านี้ละกัน</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-800x800.jpg" alt="" class="wp-image-91076" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-800x800.jpg 800w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-400x400.jpg 400w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-280x280.jpg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-768x768.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-300x300.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-600x600.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3-100x100.jpg 100w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR3.jpg 1534w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption class="wp-element-caption">เพลง และ ยิ้ม <strong>thaimilktea</strong></figcaption></figure>



<p><strong>ที่มาของชื่อ <em>‘TWIMC’</em></strong></p>



<p><strong>เพลง:</strong> เหมือนวันนึงพี่ยิ้มโทรมาคุยกับเพลงเรื่องชื่อ EP ว่าจะเป็นอะไรดีนะ แล้วพี่ยิ้มก็ไปรีเสิร์ชเจอตัวย่อนี้มา แล้วความตลกคือเพลงถามว่า มาจากอะไร ‘The Way It May Cause’ หรอ (หัวเราะ) แล้วพี่ก็บอกว่า ไม่ใช่</p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> เราก็รู้สึกว่า มันเป็น reflection ดีนะ คือมันจะเป็น ‘To Whom It May Concern’ หรือ ‘The Way It May Cause’ ก็ได้ ตรงกับเนื้อหาที่เราจะเขียนทั้งหมด ทั้ง 5 เพลง</p>



<p><strong>เพลง:</strong> เหมือนพอเราเขียนงานในมุมมองของคนอื่น มันก็คือการตีความของเราอยู่ดี แล้วเพลงก็รู้สึกว่า ‘เชี่ยเอ๊ย ถ้างานออกไปมันจะเกิดผลอะไรบ้างวะ’ หมายถึงว่าคนฟังจะรู้สึกแย่ไหม เพลงคิดอย่างนี้เยอะก็เลยไปตีความตัวย่อนั้นเป็นแบบนั้น (<strong>ยิ้ม:</strong> เหมือนเขียนจดหมาย แต่เป็นจดหมายที่ไม่ private อะ) ไม่ private และก็เป็นในแง่มุมของคนอื่นที่มองเราอีก ก็คือซับซ้อนไปอีก</p>



<p><strong>YEEZAA จริง ๆ ก็มีความเป็นสนามเด็กเล่นที่ชวนเพื่อน ๆ มาสนุก มาลองทำอะไรใหม่ ๆ กัน อยากรู้ว่าใน EP นี้เป็นแบบนั้นด้วยไหม แล้วทำไมถึงเลือกคนเหล่านี้มาร่วมงาน</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> อาจจะเริ่มมาจากจุดเริ่มต้นของ <strong>YEEZAA</strong> ที่เราเป็นแก๊งเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกันมากแล้วรวมตัวกันทำอะไรอย่างนึง แล้วพอคนใดคนนึงอยากจะทำโปรเจกต์อันนึงขึ้นมา ทุกคนก็จะเฮโลมาอะไรก็ไม่รู้อะ แบบ งเฮ้ย พี่เดี๋ยวผมตีให้’ ‘เดี๋ยวผมเล่นอันนี้’ เอาคนนู้นคนนี้มา เป็นลักษณะอย่างนั้น ที่เราเลือกนัท <strong>neptember</strong> กับ เฟิร์ส <strong>Dogwhine</strong> มา เพราะช่วง 10 วันนั้นมันเริ่ม develop เดโม่สลับเพลงไปเรื่อย ๆ ต่อวัน แล้วเรารู้สึกว่าแต่ละเพลงเริ่มเห็นภาพที่จะมารวม EP กันมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="[Playlist] Thaimilktea X DAYNIM - TWIMC" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/ae4Q_oiDu9U?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>Track by Track</strong></p>



<p><em><strong>‘A Beautiful Human of Mine’</strong></em></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> คือเดโม่เพลงนี้ ณ ตอนนั้นมันเริ่ม develop ไปทาง chamber pop อย่างชัดเจนแล้วแหละ แล้วเพลง <strong>Daynim</strong> เนี่ยก็มองว่าเพลงที่เขียนในมุมมองที่แมนดี้มองพี่ แมนดี้คือแมว เป็นพระของบ้าน และเป็นเซเล็บของทุกคน จริง ๆ มีโมเมนต์นึงที่เราแชร์ให้เพลงฟังแหละว่า ช่วงดาวน์ ๆ เจอเรื่องแย่ ๆ แล้วเราอยู่คนเดียว แมวมันจะมีวิธีเข้าหาอีกแบบนึง ปกติแล้วคนเลี้ยงหมาจะรู้กัน เหมือนหมาแสดงออกความรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ฉันอยากเล่นกับเธอ ฉันเป็นห่วงเธอ ฉันรักเธอ ฉันงอนเธอ แต่ว่าแมวมีวิธีแสดงออกแบบแสดงออกไม่เป็น มันจะมีวิธีอ้อนของมัน เช่นมานั่งมองเรา แล้วอยู่ดี ๆ ก็ร้องขึ้นมา เออ รู้นะว่าแฮปปี้อยู่หรือเศร้าอยู่ ชั้นให้โอกาสเธอเล่นกับชั้นก็ได้ พอมันเป็นเพลงที่เล่าในมุมแมวที่แสดงออกไม่เป็น แล้วเราก็คิดว่าเสียงกูและมึงอาจจะไม่ได้รู้สึกน่ารักแบบแมว เราก็เลย เฮ้ย มีคนนึงที่เสียงเขาน่ารักมาก ก็นึกถึง <strong>neptember</strong> เขาก็อินสาย chamber pop สายเพลงเก่า พวก <strong>The Carpenters</strong> อะไรอย่างเงี้ย ก็เอาเขามาเลยไหม</p>



<p>เรารู้จักน้องนัทเป็นการส่วนตัวและเป็นแฟนเพลงของ <strong>neptember</strong> อยู่แล้ว เราเลยโทรชวนนัท นัทถามว่ามีตัวอย่างให้ฟังไหม เราก็บอกมี แต่เป็นเดโม่หยาบ ๆ เลยนะ ส่งให้ฟังละเขาชอบ แล้วถามว่ามีเนื้อเพลงมั้ย อ๋อมี แต่เนื้อเพลงคือไม่ลงท่อนอะไรเลยนะ (หัวเราะ) เราก็มีแค่กระดาษแผ่นนั้นที่เพลงเขียนมา มันไม่มีท่อนด้วยซ้ำ เป็นเรียงความ ถามว่าพรุ่งนี้มาอัดเลยไหม แล้วเรา นัท กับเพลง จะมาจับทุกอย่างลงท่อนแล้วคิดเมโลดี้พร้อมกัน น้องนัทก็โอเค</p>



<p>ทุกอย่างมันด่วนมาก กลายเป็นว่าตอนอัดกันอยู่ดี ๆ ท่อนบริดจ์เงี้ยก็คิดว่าเราจะเขียนเนื้อไปอีกทางนึงไหม ก็ได้ไอเดียจากนัทมา เราก็ตั้งใจทำให้มันเป็นแบบที่เพลงตั้งโจทย์แหละว่า พี่ห้าม OCD ห้ามคิดเยอะ พอพี่ตั้งใจทำแล้วทำเลย ไม่ต้องย้ำคิดย้ำทำ ทำสเกตช์ไว้ก่อนเยอะ ก็เลยกลายเป็นว่าน้องนัทมาแจมเมโลดี้ด้วยกัน คิดหน้างานใน session นั้น ใครอยากคอรัสตรงไหน คอรัสกับใคร อันนี้ก็อัดพร้อมกันไปเลย มีท่อนนึงที่ว่างอยู่ไม่มีเนื้อใส่ เราก็ให้นัทช่วยเขียนเนื้อเพลงร่วมกันเลย 3 คน ไวบ์ตอนนั้นเบิกบานมาก อาจจะเพราะเคมีน้องนัทด้วย สนุกเหมือนกันนะ มันลงตัว</p>



<p><em><strong>‘Clueless’</strong></em></p>



<p><strong>เพลง:</strong> <em>‘Clueless&#8217;</em> จริง ๆ ก็แต่งไวมาก ความจริงแทบจะแต่งวันเดียวเสร็จ เป็นเพลงท้าย ๆ ที่เราทำ เนื้อเพลงมารองสุดท้ายเลยเพราะเพลงเพิ่งไปเที่ยวกับเพื่อนมา</p>



<p>เพลงนี้แต่งให้เพื่อนคนนึงชื่อทับทิม เป็นเจ้าของร้าน Gaginang ที่เราจัดงาน listening party แหละ เพลงเพิ่งมาสนิทกับทับทิมได้ประมาณเกือบปีเพราะเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึง พอได้คุย เริ่มสนิทขึ้น ได้แชร์มุมมองในการเล่นดนตรีและวงการดนตรี ทับทิมก็เป็นคนซัพพอร์ตวงไทยที่ดีอีกคนนึง แล้วก็เป็น supporter ในแง่ของเพื่อนที่ดีอีกคนนึง นอกจากเรื่องานก็แชร์กันเรื่องจิตใจ ความสัมพันธ์ กลายมาเป็นว่าคุยกันค่อนข้างบ่อย สนิทกันได้ยังไงก็ไม่รู้ ทีนี้มันก็จะมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เพลงเอ็นจอยจะใช้ร่วมกับทับทิม เช่นการไปดูคอนเสิร์ต หรืออย่างไปดู Pelupo ทับทิมก็ชวนเที่ยวต่อ เราก็ไปเพราะต่างฝ่ายเป็นคนคล้าย ๆ กัน ทับทิมชอบทำงาน เพลงก็ชอบทำงาน แต่เป็นงานคนละแบบกัน แล้วก็จะชอบพูดต่อกันว่า เนี่ย พักบ้างนะ นางสาวทำงาน นักทำงาน แต่ต่างฝ่ายก็รู้ว่าบ้างานกันทั้งคู่ไม่มีใครได้พัก แล้วพอถึงเวลาได้พักจริง ๆ ก็จะพักไปเลย แล้วเราจะสลับกันคอยให้กำลังใจเวลาเพลงดาวน์ หรือมีเรื่องอะไรที่ไม่โอเคกับตัวเองหรือรู้สึกว่าตัวเองห่วย เราก็จะชอบพูดขึ้นมาเล่น ๆ ว่า เออ เราห่วยอะ จัดการตัวเองไม่ได้ แล้วทับทิมจะคอยเบรกแบบ ‘หยุดนะ เธอมันตัวแม่ สุดยอดที่สุดแล้ว’ แบบเพื่อนหญิงพลังหญิง แล้วตลกว่าเวลาทับทิมเป็นอย่างนี้ เพลงก็จะพูดแบบเดียวกันทุกครั้ง เหมือนเรามีกันอยู่แค่นี้ก็ให้กำลังใจกันไปมาเรื่อย ๆ คำว่า ‘Clueless’ จริง ๆ ยกขึ้นมาในเวย์ที่ว่า ‘เรามันช่างไม่รู้อะไรซะเลย’ อีกฝ่ายก็จะคอยบอกว่า ‘หยุดนะ สิ่งที่เธอทำคือมันดีแล้ว’ ก็กลายมาเป็นเพลงนี้</p>



<p>ก่อนนี้เหมือนไปค้นเดโม่ตัวเอง จะมีช่วงนึงที่เพลงเล่นเปียโนเป็นลูปไว้ แล้วคิดอยู่ว่าถ้าอยากให้เป็นเพลงที่เล่าเรื่องจริง ๆ ถ้าให้มันเป็นลูปไปเรื่อย ๆ ได้ไหม ก็เลยส่งลูปเปียโนที่กดไม่ต้องเยอะเล่นไปเรื่อย ๆ ลองร้องเอาเนื้อเพลงที่แต่งคร่าว ๆ เข้าไปเป็นเมโลดี้นิดหน่อยให้พี่ยิ้มฟัง พี่ยิ้มบอกเอาเลย ก็เลยแต่งมาจนจบ มีเปลี่ยนนิดเดียวช่วงเปลี่ยนท่อน พี่ยิ้มอยากให้มันน้อยแต่มากเหมือนเพลง <em>‘Carnival Town’</em> ของ <strong>Norah Jones</strong> แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกันหรอก</p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> เพราะอันนี้เราว่ามันน่าจะเอามาจากส่วนเนื้อเพลงด้วยแหละ ไม่ว่าจะเราหรือเพลงถ้าเป็นคนเริ่มเขียน ก็อยากให้มันมีสิ่งที่มันเชื่อมโยงกันทั้งเนื้อหาและสไตล์ดนตรี ถ้าเจ้าน้องเพลงมันมาเป็นเพลงอีกแบบเลยเราอาจจะไม่ได้อินเท่าอันนี้ จุดเริ่มต้นความมินิมัลก็มาจากนาง</p>



<p><strong>เพลง:</strong> แล้วสาว Swifties อย่างเราก็เลยอินเลย (หัวเราะ) เพลงนึกถึง <strong>Taylor Swift</strong> ชุด <em>‘Folklore’, ‘Evermore’</em> ตอนทำเพลงนี้เทย์เลอร์ก็เป็นอีกคนที่ทำให้เราลองคิดในเวย์นี้บ้าง เพราะเพลงก็ไม่ใช่คนที่เล่นเปียโนน้อยได้เก่ง</p>



<p><em>‘<strong>IHYFN’</strong></em></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> เพลงนี้เริ่มมาเป็นเดโม่แรก ๆ ช่วง 10 วันจะมีเพลง <em>‘A Beautiful Human of Mine’</em> มาก่อน แล้วอันนี้เป็นอันที่สองช่วงที่เพลงไม่ค่อยว่าง แล้วเราไม่อยากน้อยหน้าน้องเพราะน้องมีเนื้อเพลงแรกมาแล้ว งั้นเพลงนี้กูจะไม่ให้มันช่วยสักคำ เขียนจากตัวเอง 100% โดยที่ไม่ให้นางตรวจด้วย</p>



<p>ปกติเราเป็นคนที่มีเรื่องอะไรแล้วไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเลย เป็นคนเล่าความรู้สึกตัวเองไม่เป็น คือพอเล่าแล้วจะตีความตัวเองไปอีกแบบ กับด้วยกลัวว่าคนที่ฟังเราจะตีความเราเปลี่ยนไปเพราะเราชอบเจอปัญหาเรื่องนี้บ่อย เรากลัว ก็เลยหยิบเรื่องที่คิดว่าจะไม่กล้าเล่าที่สุดมาเล่า มันก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ผ่านมานานมาแล้ว แต่เราก็ยึดคอนเซ็ปต์ EP เราก็เล่าในมุมมองของเขา เราอยากจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำกับเรา ที่ทำให้เราเบรกดาวน์มาก ๆ มันเป็นเพราะอะไรวะ ก็คิดอยู่นานมาก มันก็ได้ประโยคแรกมาว่า ‘กูพยายามจะเขียนในมุมมองของเขาแล้วแหละ แต่กูไม่เข้าใจเหตุผลของมึงเลยจริง ๆ’ แล้วมันก็กลายเป็นว่า พอได้ประโยคแรกนั้นมา จะเล่าอะไรต่อดี เราพบว่าสิ่งที่มันค้างอยู่ทำให้เรามีแผลใหญ่มาก และอีกทางนึงคือมันทำให้เราเหมือนมีความเป็นคนมากขึ้น เราได้ฝึกในการที่จะแสดงออกความเศร้า appreciate คนรอบข้างมากขึ้น แสดงออกกับคนรอบตัวได้ดีขึ้น งั้นเราคิดว่าอยากจะพูดกับเขาไปตรง ๆ ว่า ถ้าสมมติเรื่องราวทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นสัญญาณแม้แต่นิดเดียว เห็นแสงจากมู่ลี่สักนิด เราก็คงจะแก้มันแต่แรก เพราะว่าสุดท้ายแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราว่าเราอยู่ด้วยกันในความรักที่ดี เราโตด้วยกันมาได้หลาย ๆ ปี เอาจริงมันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากอันนึง เลยเขียนออกมาในมุมมองนี้ เป็นจดหมายรักส่งไปแบบเขิน ๆ และกึ่ง ๆ จะบอกว่า ไอ้เหี้ย กูเกลียดมึงนะ แต่เอาจริง ๆ แล้วอะ เรื่องนี้กูให้อภัยมึงไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าบางมุมก็เข้าใจมันมากเหมือนกัน แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็รักเราเหมือนกัน</p>



<p>ไอเดียก็คล้าย ๆ กับ <em>‘Clueless’</em> แหละ อยากให้เป็นโฟล์กที่มันนุ่มนวล โฟล์กเมืองหนาว เราก็โตมากับ <strong>Glen Hansard</strong> เนาะ อยากมีเพลงมู้ดแบบ <strong>Bon Iver</strong> ยุคแรก โฟล์กแบบมีจูนนิงต่ำ ๆ เล่นเมโลดี้เรียบง่าย โน้ตไม่ต้องสูงมาก เหมือน spoken words พูดกับเขาอย่างจริงใจ แสดงความนับถือเขาด้วย</p>



<p><em><strong>‘Minute Waltz’</strong></em></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> ข้ามจากนัท ก็เป็น เฟิร์ส <strong>Dogwhine</strong> ในเพลง <em>‘Minute Waltz’</em> ตอนเราทำสเกตช์เพลง เราก็รู้สึกเหมือนทำเพลงจบปริญญา เราอุทิศให้ศิลปินที่เราชอบประมาณนึง แล้วเพลงนี้เราก็อยากได้มู้ดเหมือน <strong>Herbie Hancock</strong> มาอยู่ในนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีอัลบั้มนึงของเขาที่เขาเอาเพลงของ <strong>Joni Mitchell</strong> มาคัฟเวอร์ทั้งอัลบั้ม แล้วมันมีเพลงนึงชื่อ ‘River’ มันก็เป็นโฟล์กแจ๊สแบบนี้แหละ แล้วมันมีเสียงนึงที่เหมือนฝังเราตั้งแต่เด็ก ๆ เลย มันก็คือเสียงแซ็กโซโฟน น่าจะเป็นเทเนอร์มั้งถ้าจำไม่ผิด เราก็เลยคุยกับแบงค์ <strong>Dogwhine</strong> ว่าอยากได้เสียงแซ็กโซโฟนแบบนี้ มีใครบ้างวะ แบงค์ก็บอก ‘พี่ มือแซ็กผมไง’ คือเราไม่ได้รู้จักเฟิร์สเป็นการส่วนตัว พอคุยกับแบงค์เสร็จ วันรุ่งขึ้นเราได้ไปดู <strong>Dogwhine</strong> พอดี เราก็เลยได้ดูเฟิร์ส แล้วให้แบงค์คุยกับเฟิร์ส วันถัดมาเฟิร์สก็มาอัดแซ็กให้เลย ทุกอย่างด่วนอีกแล้ว ก็คุยกับเฟิร์สว่าอยากได้เขาเพราะเขามีวิธีการเล่นเฉพาะตัว ให้ดีไซน์ได้เลยเพราะเขามีวิธีการบรรเลงโน้ตแบบที่กูไปดูมึงเล่นสด เพราะอยากได้เสียงแบบนั้นมาอยู่ในเพลงของกูเว่ยเพื่อน เฟิร์สก็เลยอัดหลาย ๆ เทค แล้วเรามาเลือกอันที่ชอบกัน</p>



<p><strong>เพลง:</strong> ด้วยความที่มันเป็นมู้ดคันทรี ๆ หน่อย เป็นกีตาร์โปร่งให้ความรู้สึกเหมือนการไปเที่ยว ไปชานเมือง เพลงก็อยากหยิบความรู้สึกตัวเองของความสัมพันธ์อันนึงที่เคยเจอมา เป็นความสัมพันธ์ที่สำหรับเพลงมันทั้งดีและแย่ มันจบที่ว่า โอเคความสัมพันธ์นี้มันไม่ได้มาถึงทุกวันนี้แหละ แต่มันมีสิ่งที่สวยงามและมี aesthetic บางอย่างที่เราจำมันได้ เพราะเพลงเป็นคนที่โคตรขี้ลืมรายละเอียด หรือเหตุการณ์สำคัญ สิ่งที่จำได้มันคือสี ไวบ์ ต่อความสัมพันธ์นี้ ไวบ์ของเพลงคือชอบความที่สิ่งที่เราเสพมันคือความยุโรป การเอ็นจอยกับการกินไวน์ นั่งฟังเพลง <strong>Bon Iver</strong> &#8230;ดูน่าขนลุกนิดนึงนะ (หัวเราะ) แต่มันก็หลอมรวมให้เป็นอะไรบางอย่างในตัวเพลง ณ ขนะนั้น (<strong>ยิ้ม:</strong> เหมือนเที่ยวอิตาลีตลอดเวลา อยู่ซานโตรินี) เออ ๆ เป็นฟีลนั้น แล้วที่มันชื่อ <em>‘Minute Waltz’</em> เพลงอยากเล่าในแง่มุมที่ว่า ตอนที่เราอยู่กับเขาในความสัมพันธ์นี้ มันทำให้ตัวเองอยากจะทำอะไรที่มู้ดมันฟิตอินกับไวบ์เขา</p>



<p>เพลงเคยเรียนเปียโนคลาสสิก แล้วมีช่วงนึงกลับไปบ้าน รู้สึกว่าไม่ได้เล่นเปียโนนานมากเลย โอเค กลับไปเล่นเพลงที่เคยเล่นได้ มันก็มีเพลงของโชแปงเป็น Waltz in Key&#8230; อะไรจำไม่ได้ แต่ฉายามันคือ Minute Waltz ก็เลยเล่นเพลงนี้ ทุกอย่างคือความทรงจำที่ดีมาก ๆ ที่เราเล่นแล้วมีเขาอยู่ตรงนั้น เขาก็ appreciate เรามาก ๆ ไม่นึกว่าวันนึงจะได้ฟังเพลงคลาสสิกดี ๆ เพลงก็แบบ ‘หูย ขนาดนั้นเลยหรอ&#8217; เราก็จำสิ่งที่เขาบอกเรา สิ่งที่เขาชื่นชมเราได้ไง แล้วพอถึงจุด ๆ นึงมันก็ทำให้ต้องแยกกันก็จริง แต่ลึก ๆ แล้วเพลงก็ชอบความสัมพันธ์นี้ เพลงไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิตของเพลง เพลงรู้สึกว่าความรู้สึกในเพลงนี้เป็นความรู้สึกดี ๆ มากกว่า เลยกลายเป็น <em>‘Minute Waltz’.</em>.. ขนลุกเลย Swifties สุด ๆ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>‘It’s The Season Somehow’</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม: YEEZAA</strong> รวมตัวกันในเพลงสุดท้าย จากตอนแรกเราทำเป็นเดโม่กีตาร์โปร่ง อยากได้มู้ดแบบสาวชาวร็อกห่วย ๆ เล่นหลังบ้านกับเพื่อน ๆ ไฮสคูลที่สูบบุหรี่ กินเหล้า ตัวเหม็น ๆ อยู่ในนั้น ชิล ๆ ดิบ ๆ ตามสไตล์วงหญิงล้วน เราเห็นภาพกันแบบนั้น ก็เลยอัดเป็นกีตาร์โปร่งพาวเวอร์คอร์ดกับเพลง พอฟังสเกตช์แรกในวันนั้นเลยมั้งที่อัดร้องกัน แล้วเรารู้สึกว่า เฮ่ย แล้วถ้าอยากให้มันเห็นภาพในห้องซ้อมนั้นมากขึ้นอะ เราก็ชวนคนที่อยู่ข้างล่างตึกเราที่ทำงานอื่นกันอยู่ คือตึกเรามีสามชั้น ข้างล่างจะเป็นออฟฟิศ ข้างบนเป็นห้องอัด ชวนมันขึ้นมาอัดดนตรีหน่อย อยากได้กลอง กีตาร์ เบสด้วย ก็เลยขึ้นไปแจม YEEZAA กันทั้งหมดตรงนั้น ใครอยากเล่นอะไรก็เล่น ตัวเท็ดดี้ <strong>Panician</strong> เขาก็ถนัดเสียงแตกอยู่แล้ว ให้เขาอัดฟัซเต็มที่ จากภาพเพลงนั้นที่ตีกีตาร์โปร่งแบบชาวร็อกชิล ๆ กลายเป็นเพลงที่ distortion หนักมาก ๆ ในนั้น</p>



<p><strong>เพลง:</strong> เพิ่งมาคิดตามที่พี่ยิ้มบอกว่า มันเป็นสิ่งที่เราทำให้มัน co-related กันได้เหมือนกัน มันเป็นนิสัยอะไรบางอย่างที่มีร่วมกันของเรา ที่เราจะไม่ชอบให้คน overprotect เรา ประโยคที่ว่า <em>‘It’s The Season Somehow’</em> เพลงคิดขึ้นมาในความเชื่อหรือความรู้สึกที่ว่า ทุกครั้งที่เวลาเราดาวน์ หรือเราจะต้องวิ่งหนีอะไรสักอย่าง หรือคนรอบข้างที่อยู่กับเรา ณ ช่วงโมเมนต์นั้น เขาก็จะพยายามปลอบหรือพูดกับเราว่า เฮ้ย มันก็แค่ช่วงนึง มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป จริง ๆ มันคือมีทั้งดีและไม่ดีในประโยคนั้น ช่วงเวลาที่เพลงรู้สึกแย่มาก ๆ แล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจอะ เราจะรู้สึกว่าเหมือนเขาพยายามปลอบใจเราว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ยังมีทุกคนอยู่ตรงนี้’ แต่เราไม่อยากมีเขาอยู่ด้วย ณ ตอนนั้นอะ แต่ในอีกแง่มุมนึงคือเรามองย้อนกลับไปตอนที่เราคิดได้แล้ว ว่าสิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดคือเขาก็พูดกับเราได้เท่านี้ ประโยคนี้มันกลายเป็น positive มาก ๆ เหมือนกัน เพราะเราพยายามจะวิ่งหนีอะไรบางอย่างตลอด เราพยายามจะกันคนอื่นจากตัวเอง ปิดกั้นในบางมุมตลอดเวลา ท่อนฮุกมันเลยพูดว่า ‘I don’t want you to run anymore.’ ซึ่งความรู้สึกมันก็ ไม่ใช่ว่าเราเป็นมนุษย์ที่ไม่มีคนอื่นใส่ใจเลย กลับกันคือทุกคนใส่ใจเรามาก ๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="600" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-600x800.jpg" alt="" class="wp-image-91077" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-600x800.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-300x400.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-768x1024.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-1152x1536.jpg 1152w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-1536x2048.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/PR2-scaled.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 600px) 100vw, 600px" /><figcaption class="wp-element-caption">เพลง และ ยิ้ม <strong>thaimilktea</strong></figcaption></figure>



<p><strong>คนที่ไม่ได้รู้จักเพลงดีจะรู้สึกว่าเป็นคนห้าว ๆ แต่พอมาเป็นเพลงแล้วจะมีความ feminine มาก</strong></p>



<p><strong>เพลง:</strong> แต่ละช่วงชีวิตจะแล้วแต่เลย มีสวิตช์โหมดให้ตัวเองค่อนข้างเยอะ ฟังสวยก็ได้ หนักก็ได้ ได้หมด (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ได้อะไรจากการทำค่ายเอง ต่างกับตอนเป็นศิลปินมีค่ายยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> มันหนังคนละม้วนเลย ทั้งทัศนคติ การตัดสินใจ คนละเรื่องที่รับรู้ด้วย ตอนนั้นเราเป็นศิลปิน โอเคพาร์ตโปรดักชันเราก็ได้ช่วย เราได้โอกาสทำบ้าง จะได้แตะ ฝั่งอาร์ต ทำบิล ไปพีอาร์ พอรู้เรื่องบ้าง คุยนู่นคุยนี่ แม้กระทั่งการพรีเซนต์โปรเจตก์กับผู้ใหญ่ แต่ว่าพอมาเป็นคนทำจริง ๆ มันคนละแบบกันเลย</p>



<p><strong>พอต้องมาทำเองแล้วยากไหม</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> ส่วนตัวเราไม่เลย เพราะว่าเรามีทีมที่ดีด้วยแหละ รู้จักกันมาก่อน และเป็นแก๊งที่ไม่ได้รู้เรื่องมาก แต่ก็เนิร์ดมากพอที่จะศึกษาหาข้อมูลที่จะทำมัน แล้วก็มีพิมพ์ไลน์ปรึกษาคนอื่นบ้างว่าอันนี้ทำยังไง เราก็โชคดีว่าคนรอบตัวให้ข้อมูลช่วยสอนเรา</p>



<p><strong>งาน listening party ที่ Gaginamg ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> นี่ก็คุยกับเพลงอยู่ว่า ‘เชี่ย เราจะไม่ร้องไห้นะ&#8217; เพราะทุกคนเหมือนมาเชียร์ มาให้กำลังใจเรา สุดท้าย น้องเพลงหนึ่งน้ำตา แต่ทั้งหมดทั้งมวลงานนี้โดนแย่งซีนโดยคนคนเดียว คืออีเปอ! (<strong>เปอติ๊ด ญาดา</strong>) มันแย่งซีนยังไงรู้ปะ คือพอเราพูดจบ มันเดินมาตรงกลางเลย แล้วร้องไห้เลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เพลง:</strong> กลายเป็นว่าเราสองคนคือปลอบใจพี่เปอ ‘ไม่เป็นไรน้าาาา’</p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> แต่โดยรวมคือไวบ์ดีมากเลย อบอุ่นมากเลย เหมือนเขามาให้กำลังใจ ถึงเปอจะแย่งซีนร้องไห้ แต่สิ่งที่มันพูดดีกับเรามากเลยนะ เหมือนแบบ ‘เห็นมึงมาตั้งแต่ day 1 แล้วฮือ ๆๆๆ กูยินดีกับมึงมากเลยที่มึงกล้าทำงานตัวเองแล้ว’ (ล้อเลียนเสียง)</p>



<p><strong>ทำไมตอนแรกไม่กล้าทำเพลงตัวเอง</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> เอาจริงนะ คือเราแทบไม่ทำเพลงไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่เรารู้ ๆ กัน แล้วก็ป่วยเป็นมะเร็งด้วย ยายก็เป็นมะเร็ง หลาย ๆ อย่างมันมาพร้อมกัน ทั้งความ OCD ความซึมเศร้าบอยอยู่แล้ว พอรวมกันมันหงุ่ยมาก กลายเป็น anxiety กลายเป็นคนไร้ซึ่งความมั่นใจในตัวเองไปเลย แล้วก็ดูถูกงานตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตลอดเวลา มีแต่พลังงานลบเลย มันก็เลยกลายเป็นว่า <strong>Daynim เปอติ๊ด</strong> แล้วก็ <strong>Bellythebear</strong> เขาจะมาอยู่ด้วยกันกับเราบ่อย ๆ มากินเหล้ากันที่ห้องทั้งที่ไม่ใช่วันทำงาน มาเชียร์อัปกันตลอดเวลา</p>



<p>ตอนแรกเราไม่ทำเพราะเหมือนมันเป็นปมไปแล้วแหละ แต่พอมันต้องทำเพราะมันยังมีงานค้างอยู่ แล้วพอเราเต็มที่มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ ก็ค่อย ๆ กระเถิบ โชคดีด้วยแหละเรามีคนรอบตัวที่ดีมาก ก็ทำให้เราฝึกประทับใจกับคนรอบข้างมากขึ้น แม้กระทั่งเพลงเหมือนเป็นจิตแพทย์ประจำตัวเลย ปรึกษากันบ่อยมาก ก็ทำให้กล้ารับงานโปรดิวซ์มากขึ้น กล้าเริ่มทำค่าย กล้าเริ่มทำเพลงตัวเอง แล้วก็คิดว่าน่าจะกล้าไปเล่นสดแล้วแหละ มันก็เห็นมา 3-4 ปีแล้วเนาะ มันก็น่าจะรู้สึกภูมิใจในตัวเรา</p>



<p><strong>ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> สบายมาก เอาจริง ผ่ามาสามรอบ สามครั้ง คนละเหตุผล ครั้งแรกเพราะอะไรไม่รู้ หมอบอกสาเหตุมันกว้าง ลักษณะก้อนเนื้อมันไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร เราเป็นที่กระเพาะ ลำไส้ สองที่ เขาบอกว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ คนมีสิทธิ์จะเป็นตรงนี้ได้ง่ายมาก ๆ อยู่แล้ว แต่รอบที่สองเหมือนเป็นเพราะวัคซีนเพราะเหมือนหายจากรอบแรกแล้วก็ไปฉีด ‘เฮ้ยวัคซีนมาไทยแล้ว ก็โมเดอร์นาดิวะ’ พอไปฉีดวัคซีนปุ๊บ ข้างในมันเหมือนรู้ว่ามีอะไรผิดปกติตรงที่เดิม ก็เลยไปหาหมอ พอตรวจเจออีกรอบก็ผ่าอีกรอบ แต่ครั้งนี้รอบที่สาม สรุปเราผ่าสามรอบมั้ง ช่วงก่อนหน้านี้ที่ฝุ่นมันหนักมาก ๆ เราเป็นเพราะฝุ่น PM2.5 แบบ เชี่ยอะไรวะ</p>



<p>แต่พอมันผ่านรอบแรกมาแล้ว เจอจุดที่เรากลัวที่สุดมาแล้ว กับเจอจุดที่มันงี่เง่ามาก ๆ เราเลยรู้สึกว่ามันก็แค่เราไปเซเว่นอะ มันไม่มีอะไรผิดแปลกมาก เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างจะง่ายมากถ้ายิ้มป่วย ยิ้มไปหาหมอ แล้วหมอรักษาได้ รักษาดี โอเค กลับมารักษาตัวต่อ แล้วก็อย่าไปหงุ่ยกับอาการมาก มันก็จะกลับไปที่เพลงที่ 5 แหละ พอเราเห็นว่าคนรอบตัว overprotect มาก เราเข้าใจนะ รักเขามากด้วย appreciate มากด้วย แล้วบางมุมเราเป็นแบบผู้ป่วยติดเตียง เราก็อยากคึกบ้าง ไม่อยากหดหู่หรือห้ามตัวเองไปตลอด แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรซับซ้อนด้วยแหละ มันก็แค่ป่วย ก็รักษา รักษาหายปุ๊บ ก็ดูแลตัวเองให้ดี ดูแลความสัมพันธ์ให้ดี โชคดีที่คนรอบตัวดีมาก ๆ ไม่งั้นผ่านไม่ได้</p>



<p><strong>ฝากผลงาน</strong></p>



<p><strong>เพลง:</strong> ฝากติดตาม EP นี้ด้วยนะคะ ออกวันที่ 25 นี้แล้ว มี 5 เพลง โคตรจะภูมิใจ อยากปรบมือให้ตัวเองและพี่ยิ้มดัง ๆ จริง ๆ เฝ้ารอการเล่นสดของพวกเราด้วย</p>



<p><strong>ยิ้ม:</strong> งานแรกมีดีลแล้ว ตื่นเต้นมาก มันเป็นงานใหญ่เฉยเลย ไวมาก งงมาก แต่เดี๋ยวว่ากัน งานนี้เราตั้งใจกันทำมาก หวังว่าจะประกอบกิจกรรมระหว่างวันของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ อาบน้ำ หรือนั่งเบื่อ ไถเน็ตฟลิกซ์ไปเรื่อย ๆ แล้วไม่รู้จะดูอะไรก็เปิด EP นี้ฟังระหว่างนั้นก็ได้</p>



<p>รับฟัง TWIMC จาก thaimilktea ได้แล้ว ที่นี่ <strong>ฝากแปะลิงก์จ้า</strong></p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-800x800.jpeg" alt="" class="wp-image-91075" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-800x800.jpeg 800w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-400x400.jpeg 400w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-280x280.jpeg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-768x768.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-1536x1536.jpeg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-2048x2048.jpeg 2048w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-300x300.jpeg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-600x600.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/EP-Cover-4000x4000px-100x100.jpeg 100w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption class="wp-element-caption">ปก EP &#8216;TWIMC’</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/thaimilktea-twimc-interview/">‘TWIMC’ จดหมายเปิดผนึกถึงใครคนนั้นจาก thaimilktea</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ford Trio รู้สึกให้สุด ฉีกทุกกฎดนตรี เพราะไม่อยากอยู่กับที่ซ้ำเดิม</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/ford-trio-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 May 2023 09:08:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[Blue]]></category>
		<category><![CDATA[FORD TRIO]]></category>
		<category><![CDATA[Funk]]></category>
		<category><![CDATA[Groove]]></category>
		<category><![CDATA[Pop]]></category>
		<category><![CDATA[Rock]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=90771</guid>

					<description><![CDATA[<p>Ford Trio คือวงดนตรี 3 คน ประกอบไปด้วย ฟอร์ด (ร้องนำ/กีตาร์) หมอ (เบส) และ เจมส์ (กลอง) จุดเริ่มต้นของทั้งสามคนค่อนข้างเป็นไปในทางจับพลัดจับผลูเพราะคลิกกันด้วยสไตล์ดนตรีและวิชาเรียน มากกว่าจะเป็นการรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กจนเล่นได้เข้าขาแบบวงดนตรีอายุน้อยในต่างประเทศ แต่กระนั้นแล้วความกลมกล่อมในบทเพลงของพวกเขาที่ผสมผสานทั้งป๊อป กรูฟ ฟังก์ ร็อก บลูส์ รวมไปถึงดนตรีพื้นบ้าน เนื้อเพลงที่ผิดแผกไปใจวงดนตรีอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน และการแสดงสดของพวกเขาที่รับส่งพลังงานกันได้ดีราวกับว่าสมาชิกวงคุ้นเคยกันมานาน ทำให้เราตื่นหูตื่นใจจนไม่ปฏิเสธว่า Ford Trio เป็นอีกหนึ่งวงที่น่าจับตามองสุด ๆ และวงก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ให้ได้ฟังกันแล้ว ใครที่ยังไม่รู้จักพวกเขาเราขอชวนให้แง้มอ่านกันในบทสัมภาษณ์นี้ก่อนกลับไปฟังเพลงอื่น ๆ ของพวกเขากันต่อ Ford Trio เจอกันในวิชารวมวง โดยวิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะได้เข้าใจดนตรีแนวต่าง ๆ ในสาขาดนตรีเชิงพาณิชย์ที่อาจารย์พิซซ่า วงพราว เป็นหัวหน้าสาขา “เวลาเข้ามหาลัยใหม่ ๆ เราต้องมีความโชว์พาวนิดนึง” หมอเล่า “ผมโพสต์คลิปตัวเองเล่นคีย์บอร์ดเพลง Stevie Wonder ในเฟซบุ๊ก แล้วผมน่าจะเป็นเพื่อนกับฟอร์ดในนั้น ฟอร์ดเลยมาสะกิดผมที่คณะถามว่า ‘นาย ๆ ชอบ</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/ford-trio-interview/">Ford Trio รู้สึกให้สุด ฉีกทุกกฎดนตรี เพราะไม่อยากอยู่กับที่ซ้ำเดิม</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Ford Trio</strong> คือวงดนตรี 3 คน ประกอบไปด้วย ฟอร์ด (ร้องนำ/กีตาร์) หมอ (เบส) และ เจมส์ (กลอง) จุดเริ่มต้นของทั้งสามคนค่อนข้างเป็นไปในทางจับพลัดจับผลูเพราะคลิกกันด้วยสไตล์ดนตรีและวิชาเรียน มากกว่าจะเป็นการรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กจนเล่นได้เข้าขาแบบวงดนตรีอายุน้อยในต่างประเทศ แต่กระนั้นแล้วความกลมกล่อมในบทเพลงของพวกเขาที่ผสมผสานทั้งป๊อป กรูฟ ฟังก์ ร็อก บลูส์ รวมไปถึงดนตรีพื้นบ้าน เนื้อเพลงที่ผิดแผกไปใจวงดนตรีอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน และการแสดงสดของพวกเขาที่รับส่งพลังงานกันได้ดีราวกับว่าสมาชิกวงคุ้นเคยกันมานาน ทำให้เราตื่นหูตื่นใจจนไม่ปฏิเสธว่า <strong>Ford Trio</strong> เป็นอีกหนึ่งวงที่น่าจับตามองสุด ๆ และวงก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ให้ได้ฟังกันแล้ว ใครที่ยังไม่รู้จักพวกเขาเราขอชวนให้แง้มอ่านกันในบทสัมภาษณ์นี้ก่อนกลับไปฟังเพลงอื่น ๆ ของพวกเขากันต่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-800x800.jpg" alt="" class="wp-image-90772" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-800x800.jpg 800w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-400x400.jpg 400w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-280x280.jpg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-768x768.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-1536x1536.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-300x300.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-600x600.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2-100x100.jpg 100w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/2.jpg 2004w" sizes="auto, (max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<p><strong>Ford Trio</strong> เจอกันในวิชารวมวง โดยวิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะได้เข้าใจดนตรีแนวต่าง ๆ ในสาขาดนตรีเชิงพาณิชย์ที่อาจารย์พิซซ่า วงพราว เป็นหัวหน้าสาขา</p>



<p>“เวลาเข้ามหาลัยใหม่ ๆ เราต้องมีความโชว์พาวนิดนึง” หมอเล่า “ผมโพสต์คลิปตัวเองเล่นคีย์บอร์ดเพลง <strong>Stevie Wonder</strong> ในเฟซบุ๊ก แล้วผมน่าจะเป็นเพื่อนกับฟอร์ดในนั้น ฟอร์ดเลยมาสะกิดผมที่คณะถามว่า ‘นาย ๆ ชอบ <strong>Stevie Wonder</strong> หรอ&#8217; เราก็เลยคุยกันแล้วก็ฟอร์มวงด้วยกัน”</p>



<p>“เซนส์ฟังเพลงเราคล้ายกัน ก็เลยชวนกันมาทำวงดู การแจมทำให้รู้สึกว่าเราเล่นด้วยกันได้” ฟอร์ดเล่า</p>



<p>ตอนนั้นวงของพวกเขายังเป็นการฟอร์มวงเล่นงานมหาวิทยาลัย งานส่งอาจารย์ ฟอร์ดเองที่ทีแรกร้องเพลงเป็นหลัก แต่พอเพื่อนในวงเล่นกีตาร์ไม่ได้ดั่งใจภายหลังเขาจึงหัดเล่นกีตาร์เอง ซึ่งแนวเพลงที่มีอิทธิพลจากการเรียนกีตาร์ ณ ตอนนั้นก็คือบลูส์ เขาจึงเอาเทคนิคที่ได้เรียนมามาใช้ในริฟฟ์ของบางเพลงในช่วงแรก ส่วนตำแหน่งมือกลอง เจมส์ที่อยู่คนละวงก็มาช่วยตีให้เพราะมือกลองในรุ่นมีน้อย แต่ไป ๆ มา ๆ พวกเขาก็เล่นด้วยกันบ่อยจนกลายมาเป็น <strong>Ford Trio</strong> ในที่สุด</p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> ที่มาของชื่อวงคือตอนนั้นเราจะไปส่งงานของมหาลัยแล้วนึกชื่อวงไม่ออก ช่วงนั้นเราชอบเพลงของ <strong>John Mayer</strong> ทีแรกเขาเป็นศิลปินป๊อป Billboard แล้วเขาอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นนักดนตรี เป็นมือกีตาร์บลูส์จริง ๆ เลยไปฟอร์มวงเป็น <strong>John Mayer Trio</strong> ขึ้นมา แล้วพวกผมก็ชอบกันมาก เพลงที่ทำกันในช่วงแรก ๆ ก็ได้ reference มาจากตรงนี้ เลยเอามาตั้งชื่อล้อเป็น <strong>Ford Trio</strong> ครับ</p>



<p><strong>หมอ:</strong> มันไม่ได้มีการตัดสินใจเกิดขึ้นว่า ‘เชี่ย ทำวงกันเว่ย’ แต่มันเป็นยุคที่ทุกคนเริ่มอัดเพลงกัน เรามีเพลงแล้วก็ชวนเพื่อนในรุ่นมาอัดให้</p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> เหมือนในรุ่นทุกคนต้องแต่งเพลงหมดอยู่แล้ว พอทุกคนมีความเป็นนักแต่งเพลงในตัวก็อยากที่จะเอาเพลงตัวเองไปเล่นสดในงานของคณะหรืองานเพื่อน ๆ ต่างมหาลัย อย่างวง <strong>Story and Feel.</strong> ก็เป็นวงรุ่นเดียวกัน มาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน</p>



<p><strong>Discography</strong></p>



<p><em><strong>‘Rain Therapy’</strong></em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: Rain Therapy" style="border-radius: 12px" width="100%" height="352" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/album/4Q1QVZ1uRBoPYs7ORzotRh?si=bhFdwql1ROGT0Fmc4a6Gkg&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> EP ชุดแรก ตอนนั้นผมเริ่มเล่นกีตาร์จากการแกะเพลง ฟังเพลงของ <strong>John Mayer</strong> แล้วผมเอาสไตล์การเล่นของเขามาปรับ คิดว่าเล่นได้ประมาณนี้ ดังนั้นเพลงมันจะมีความ reference ถึง John Mayer ชุด <em>‘Ultimatum’</em> สไตล์การแต่งเพลงก็จะ based on ดนตรี โซล ฟังก์ ร็อก มีเนื้อร้องทำนองไทยที่ตอนนั้นผมก็อินพวกเพลงจาก Bakery วง <strong>The Begins</strong> หรือ <strong>บอย โกสิยพงษ์</strong> เหมือนกับว่าเรารู้จักอะไร input มาแบบไหน เราก็พูดไปแบบนั้น ยังไม่มีการโปรดิวซ์องค์รวมมากมาย</p>



<p>ชุดนี้มีไฮไลต์เป็นเพลงที่ผมได้ไปทำกับ <strong>Varis</strong> วินเป็นรุ่นน้องที่เจอกันในคณะ ผมชื่นชอบในสไตล์เขาแล้วแนวเพลงเราก็คล้าย ๆ กัน ตอนนั้นวินก็ทำวงมาได้ประมาณนึง พอเจอกันก็ ‘เฮ้ย ลองสักเพลงดีกว่าว่ะ’ แจมกันหนุก ๆ เป็นเพลง <em>‘ให้เธอ&#8217;</em> ชุดนั้นจะมี 6 เพลงกรุบกริบ</p>



<p><strong>หมอ:</strong> เป็นชุดที่ทำตอนเรียนมหาลัยด้วย ปีสาม ปีสี่ ก็จะมีความเด็กของมันอยู่</p>



<p><em><strong>‘Ford Trio’</strong></em></p>



<p>หลังจากชุด <em>‘Rain Therapy’</em> เราก็สังเกตได้ถึงความแปลกประหลาดในโครงสร้างของเนื้อเพลงของวง ที่เราไม่เคยเห็นวงในพูดเรื่องราวเหล่านี้ในโทนแบบนี้มาก่อน</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: FORD TRIO" style="border-radius: 12px" width="100%" height="352" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/album/4nnWIVq7uMtyHoRdAcButk?si=yw5DHarQSGKK3x5NgQeWrQ&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p><strong>หมอ:</strong> เพราะว่าชุดแรกเราตั้งใจทำเพลงป๊อปขาย แต่มันขายไม่ออกครับ</p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> ก็เลย โอเค แบบนี้กูคงไม่ถนัดนะ&#8230; ช่วงที่เริ่มอัลบั้ม <strong>Ford Trio</strong> เป็นช่วงที่ผมเริ่มส่งธีสิสของสาขาของผม การแต่งเพลงมันจะอยู่ในกรอบ academic มาก ๆ แล้วผมก็เลยรู้สึกว่ามันเก็บกด อยากแต่งเพลงที่มันแปลก ๆ หรืออะไรก็ได้ตามใจ เซอร์ ๆ บ้างบางที เลยตั้งใจว่าชุดนี้เนื้อเพลงจะเอาแหวก ๆ เลย เพื่อที่เราจะทลายกรอบตัวเองไปเลยว่าต่อไปนี้เราจะใช้คำไหนกับดนตรีแบบไหนก็ได้</p>



<p><strong>เจมส์:</strong> เหมือนฟอร์ดลองทำลายวิธีเขียนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ไปเขียนเรื่องอะไรก็ได้มากขึ้น ดนตรีก็เหมือนกัน มันเหมือนเราทำมา 6 เพลงแล้ว มันถึงจุดที่ ‘ช่างมันเถอะ’ เราไม่ต้องไปทำตามอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว เอาแบบคิดอะไรออกก็ทำ ตอนทำชุดแรก ทุกคนฟังแบบเดียวกัน <strong>Stevie Wonder, John Mayer</strong> แต่พอมาชุด <em>‘Ford Trio’</em> นี้มันอยู่ในช่วงที่แต่ละคนก็แยกไปฟังอะไรที่หลากหลายมากขึ้น ได้เรียนรู้ ได้ฟังอาจารย์ในมหาลัย ไปโดนอิเล็กทรอนิก ไปโดนการแต่งเพลง high concept แบบใหม่ ไปเรียนการอะเรนจ์สตริง ทำให้เรามีของหลากหลายแนวมากขึ้น เหมือนเป็นการลองทำเพลงแบบ trio ผนวกเข้ากับแนวดนตรีแนวอื่นไปเรื่อย ๆ เพื่อดูความเป็นไปได้ของการเล่นเครื่องดนตรี 3 ชิ้น กลอง เบส กีตาร์ พอไปผสมกับอย่างอื่นแล้วมันจะเป็นอะไรได้บ้าง ซึ่งผลลัพธ์ของอัลบั้มนี้ก็ทำให้เราเจอวิธีการใหม่ ๆ ผมเลยคิดว่าจุดนี้ทำให้อัลบั้มมีความวาไรตี้ กล้าที่จะใส่ กล้าที่จะทดลอง แล้วก็มีความอินดี้ด้วยมั้งผมว่า ทำลายขนบของดนตรี r&amp;b ความฟังกี้ที่จะต้องมีเครื่องดนตรีแค่นี้ ไม่มีซาวด์อิเล็กทรอนิก หรือว่าไลน์กีตาร์ที่ต้องจัดจ้านขนาดนั้น ไม่มีซาวด์ซินธิไซเซอร์ โอเคมันอาจจะมีเพลงที่เป็นฟังกี้ ฟังก์ร็อกขนบเดิมอยู่ในนั้น แต่พอฟังไปเรื่อย ๆ ก็จะคิดว่า ‘โอ้ นี่ใช่เพลงฟังก์รึเปล่า’ อยู่ในอัลบั้มเดียวกัน แล้วผมคิดว่าอัลบั้มแรก ๆ มันง่ายมากเสมอเพราะเราสามารถทำอะไรที่เป็นตัวเราจริง ๆ แค่เราได้พรีเซนต์ตัวเราออกมา</p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> ส่วนคอนเซ็ปต์เนื้อเพลงจะเกี่ยวกับสังคมปัจจุบันที่เราเจอ หรือผ่านในโซเชียลเน็ตเวิร์ก แล้วเราก็ตั้งคำถามว่าแบบนี้มันได้เหรอ ฟีลคนพูดจะเป็นความรู้สึกประมาณนี้</p>



<p><strong>หมอ:</strong> ส่วน Episode ที่แบ่งออกมามันคือชุดเพลงในอัลบั้มเต็มที่เราทยอยปล่อย เราแบ่งเพลงเป็น 1 2 3 ให้มันอัปเดต ไปรวมเป็นอัลบั้ม <em>‘Ford Trio’</em></p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> จริง ๆ คือมีเงินไปอัดกลองแค่ 3 เพลง พี่วินเขาคิดให้ถูก ๆ เสร็จ 3 เพลงปุ๊บก็รวมปล่อย ค่อยอัดชุดต่อไป แล้วหลังจากที่เราจบอัลบั้ม <em>‘Ford Trio’</em> เราก็ออกไปเล่นสดกันเยอะพอสมควรเลยครับ ทีนี้มันเหมือนว่าเรารู้แล้วว่าเราต้องการที่จะทำโชว์แบบไหน เราชอบดนตรีกรูฟ ๆ ฟังก์ ๆ โชว์ของพวกเรามันคือโชว์ของวงที่เพลงไม่ดัง ดังนั้นมันต้องทำให้คนสนุกโดยที่เขาไม่ต้องร้องเพลงตามก็ได้ มันน่าจะเกี่ยวกับเอเนอร์จี้การเรียงเพลงครับ เราเห็นทรงแล้วว่า เฮ้ย ตอนนี้วงเรามันขาดเพลงประมาณนี้ ๆ ในโชว์อยู่ พอเราอยากมีเพลงแบบนี้เพื่อไปเสริมโชว์ด้วย ก็เลยทำเพลงแบบ <em>‘YMO’</em> ที่เป็นเพลงเร็ว ฟังก์จัด ๆ เลย เข้ามาเสริม และมันก็เลยเป็นโทนของดนตรีใน <em>‘Ouch&#8217;</em> ด้วย</p>



<p><em><strong>‘Ouch’</strong></em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: OUCH!" style="border-radius: 12px" width="100%" height="352" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/album/6uylk435mO0bQyJIdvtVYS?si=b4v-FVNrQcOhYAA9Zp2S2g&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p><strong>หมอ:</strong> วงจรของชีวิตนักดนตรีคือการทำอัลบั้มเพื่อไปปล่อยที่งาน Cat Expo เราเอาอัลบั้มชุดนี้ไปขาย แล้วเป็นปีแรกที่เราได้เล่น Cat Expo พอดีว่าเจ้าของค่าย CrazyMondae เดินมาดูพอดี ‘วงนั้นมันบ้าอะไรเนี่ย’ แล้วหลังจากนั้นประมาณครึ่งปีเขาก็ติดต่อมา ชวนเราเข้ามาทำเพลงด้วยกันในชุด <em>‘Ouch’</em> เป็นช่วงที่เราเรียนจบออกมาแล้ว แล้วพบเจอกับความเป็นจริง</p>



<p>เราจบมาจากคณะดนตรีที่โดนไม่ให้เล่นดนตรี ทั้งที่มันไม่ได้มีงานเยอะอยู่แล้ว แล้วพอมีโควิดก็ไม่มีงานเยอะกว่าเดิม ทำวงก็ไม่มีคนฟัง ก็เลยเป็นความอัดอั้นน้อยใจที่เกิดขึ้นในช่วงของการทำอัลบั้มมา มันก็เลยกลายมาเป็นสารตั้งต้นของ EP <em>‘Ouch’</em> พอเรามีค่าย เขาก็คอยซัพพอร์ต มีคนมาชี้แนะเรื่องความหลากหลายของซาวด์ ก็จะมีความโหวกเหวก ฉูดฉาดของดนตรีมากขึ้น คนก็น่าจะติดภาพจำไปแล้วว่าเราเขียนเนื้อเพลง negative กวนตีน เป็นสไตล์ของวงเราไปแล้ว (<strong>ฟอร์ด:</strong> มันเข้ามือ) แล้วก็ EP ชุดนี้ ผมเข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งเนื้อเพลงมากขึ้น ก็จะมีองค์ประกอบใหม่ ๆ ที่วงเราเริ่มทำได้มากขึ้นในชุดนี้ แล้วเรื่องคุณภาพอะไรก็พัฒนาขึ้น แล้วลามไปสู่เรื่องโชว์ที่ทำให้โชว์เรามีความสนุกมากขึ้น แล้วก็สดใหม่ EP นี้ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการจำกัดความความเป็นวงครับ</p>



<p><strong>หลังจากที่เข้าค่ายมาเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ฟอร์ด: สำคัญเลยคือซัพพอร์ตเรื่องค่าใช้จ่ายในการทำเพลง ทำให้พวกเราสามารถไปใช้สตูดิโอได้อย่างไม่ต้องคิดมาก เมื่อก่อนคิวนึงต้องอัดสามเพลง เดี๋ยวนี้ก็จะคิดง่ายขึ้น เราอยากได้ซาวด์ของที่นี่ ก็ไปที่นี่ เราอยากได้คนนี้มาอัดเพอร์คัสชัน ก็ได้มาอัด เราอยากได้อะไรก็สามารถที่จะคิดและทำให้เป็นจริงได้มากขึ้นในเรื่องโปรดักชัน แล้วก็มีพี่เหลิม (<strong>Seal Pillow, Gym and Swim</strong>) เข้ามาอย่างที่หมอบอก แนะนำเรื่องความเป็นไปได้ที่วงสามารถเป็นไปได้ แบบว่า บางทีแกแนะนำด้วยประสบการณ์ของแกแล้วเราก็มาปรับใช้กับเรา ก็เหมือนกับว่าจาก Ford Trio มีหัวสมองเดียว พอมีค่ายปึ้บเหมือนกับว่ามันมีอีกหัวสมองนึงคอยคิดว่า เฮ้ย บางทีคุณมากไปในจุดนี้ บางทีคุณเพิ่มตรงนี้ได้ ดีครับ ก็เหมือนมีผู้ใหญ่มาช่วยดูเรื่องงาน</p>



<p><strong>อัลบั้มต่อไป</strong></p>



<p>หมอ: หลังจากที่เราเสร็จชุด <em>‘Ouch&#8217;</em> เราก็โชคดีที่ได้มีโอกาสไปเล่นที่ญี่ปุ่น เป็นงานงานนึง ชื่อ Tokyo Beyond Festival ครับ พอเรารู้ว่าเราจะได้ไปเล่น พี่เหลิมก็แนะนำว่าถ้าไปเล่นที่ญี่ปุ่นเฉย ๆ บางทีมันอาจจะไม่อิมแพค ถ้าเราร่วมงานกับคนญี่ปุ่นเป็นการเบิกทาง ให้เรามีชื่ออยู่ในสากลโลกของเขาก่อน เราเลย pitching กันว่า featuring กับวงไหนดี อาเหลิมก็เลยเสนอมาว่าที่เป็นไปได้ก็มี <strong>Helsinki Lambda Club</strong> ก็คือเป็นวงอินดี้แนว ๆ เขาเรียกว่าเป็นอัลเทอร์เนทิฟร็อก แต่พอผมฟังก็จะเปรียบเทียบเขาเป็น <strong>Summer Dress</strong> ดีไหมนะ มีความป๊อปบ้าง ฟังยากบ้าง เป็นวง up and coming ประมาณแสนสตรีมต่อเดือน เป็นครั้งแรกที่เรา featuring กับวงที่เราไม่เคยเจอหน้ามาก่อนเป็นครั้งแรก ค่อนข้างตื่นเต้นที่จะทำงานกัน</p>



<p>แล้วเรื่องกลิ่นอายของอีสานจริง ๆ เราโดนพี่เหลิมไซโคใส่มานานแล้ว คือยุคหลัง ๆ ในฝั่ง world music ก็จะมีความ local เอาซาวด์ท้องถิ่นมาเล่น เช่น วง <strong>Khruangbin</strong> เขาจะมีวิธีการเล่นกีตาร์ที่หยิบยืมมาจาก Thai surf หรือ Thai funk สมัยก่อน เราก็ลองเอาพื้นฐานดนตรีเป็นกรูฟ ฟังก์เหมือนเดิม แล้วเอากีตาร์ข้างบนให้มันมีสิ่งนี้มากขึ้นจะได้ไหมนะ ออกมาเป็น <em>‘เปล่าเลย’</em> ซึ่งมันแต่งเป็นไทยล้วนมาก่อน แล้วพอมีต้องร่วมงานกับคนญี่ปุ่น เราก็เอาไปให้เขาแต่งเนื้อท่อนหลังมา ก็โอเคเลย แล้วก็กลายเป็นเพลง top streaming ของเราไปเรียบร้อย</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="เปล่าเลย (なんにも) - FORD TRIO feat. Kaoru Hashimoto (Helsinki Lambda Club) [Official Visualizer]" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/1bi35F50FxU?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> สไตล์ที่มันมีความเป็นหมอลำขึ้น ก็คือผมฟังแนวดนตรีประมาณนี้อยู่แล้วด้วย ตอนแรกพอเราเพิ่งทำอัลบัมชุด <em>‘Ouch’</em> เสร็จ เราติดฟังก์จัด แบบ ‘กูคือฟังก์ ๆ’ ก็เลยไม่ยอมเล่นครับ แต่แล้วทีนี้ ก็ได้คุย ๆ กัน ทำเพลงทำไปทำมา รู้สึกว่าลองเล่นไปสักเพลงนึงแล้วติดใจ ชอบ พอมันเป็นเมโลดี้อะไรที่เยอะ แล้วก็ด้วยความที่ผมเล่นกีตาร์จากบลูส์มันก็จะมีทางนิ้วของบลูส์เข้าของผมอยู่ ไม่ได้เป็นอีสานเพียว ซึ่งทำให้ได้ซาวด์ว่า เฮ้ยมันจะอีสานแล้วหรอวะ ก็เหมือนมีอีกด้านนึงถ่วงอยู่ ก็เลยชุดนี้กีตาร์หรือว่าซาวด์จะมีเรฟไปทางวง <strong>Kruangbin</strong>, Thai surf, Thai funk มากขึ้น</p>



<p><strong>หมอ:</strong> หลังจากกลับจากญี่ปุ่น มันก็มีการอันล็อกในการทำเพลงบางอย่างจากพวกเรา มันก็น่าจะได้มองเห็นในอัลบั้มนี้ครับ ธีมของชุดต่อไปเราอยากจะให้มันมีความเอเชียตุ่ย ๆ ก็คือบอกได้ว่ามันน่าจะอยู่ในเอเชียนี่แหละ แต่ไม่สามารถ pin point ได้ว่ามันอยู่ที่ไหน</p>



<p><em>‘Hatsudai’</em></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="HATSUDAI - FORD TRIO  [Official Video]" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/ZgbbRfubHHo?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> มาจากเราไปเล่นญี่ปุ่น สนุกมาก ประทับใจกับย่านที่ไปอยู่ เพื่อนที่ได้เจอ แล้วย่านนี้มันไวบ์มาก ผมชอบมาก ใช่เลย สโลวไลฟ์ ชิล</p>



<p><strong>หมอ:</strong> มันติดชิบุย่า แต่มันไม่มีอะไรเลย เป็นเหมือนคล้าย ๆ พญาไทเรามั้ง มันอยู่ระหว่างความใหญ่โตแต่ไม่ค่อยได้มีอะไร</p>



<p><strong>ฟอร์ด:</strong> ตกกลางคืนอะครับ คิดว่าเดินไปซื้อของซูเปอร์มาเก็ตแล้วมีแต่ของดี ๆ อะครับ กลับมาแล้วรู้สึกว่า โห มีความสุขจังเลยวะ การอยู่ย่านนี้ ตื่นเช้ามาผมเดินไปหากาแฟกิน ก็โห เมืองเขาสวย ร้านกาแฟก็ดี ผมประทับใจ กลับมาก็พยายามจะขึ้นเพลงใหม่เพลงนึง เพราะว่าจะต้องทำอัลบั้มให้เสร็จ ไปเจอ material เก่าของตัวเองที่เคยทำไว้ เป็นแนวกีตาร์ที่เมโลดี้มันได้เอาใช้ขึ้นกับเพื่อนดีกว่า ผมก็จับเพื่อนมานั่งอยู่ในห้องซ้อม เราจะทำเพลงอันนี้ มาคิดไอเดียเพลง ‘<em>Hatsudai’</em> กัน แล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ</p>



<p>เส้นทางต่อไปของวงจะเป็นอย่างไรต่อไป รับฟังกันได้เลยที่เพลงนี้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="1-100 - FORD TRIO [Official Video]" width="1020" height="765" src="https://www.youtube.com/embed/qhrtdp5txvE?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/ford-trio-interview/">Ford Trio รู้สึกให้สุด ฉีกทุกกฎดนตรี เพราะไม่อยากอยู่กับที่ซ้ำเดิม</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จักเหล่านักรบบ้านอุ่นรัก ก่อนไปกรี๊ดด้วยกันในสนามรักกับงาน Oonrak Warriors Party</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/oonrak-warriors-party-intervie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 May 2023 10:58:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=90752</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงบ้านอุ่นรักแล้วก็คงนึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นโชวเน็นดี ๆ ซักเรื่องได้เหมือนกัน จากมิตรภาพลูกผู้ชายที่ชอบดนตรีเหมือนกันมาอยู่ด้วยกัน จนวันนี้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีรุ่นใหม่แถวหน้าอย่าง Yew, Dept, และ Sherry รวมถึง 2 วงเพื่อนซี้อย่าง Television Off และ YEP MAY YEP ที่กำลังมาแรงสุด ๆ จากบ้านเช่าธรรมดา ๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นที่บ่มเพาะเพลงดี ๆ และความฝันของพวกเขา ซึ่งโชคดีที่ทุกคนก็ได้เป็นศิลปินเต็มตัวไปด้วยกัน พวกเขาจึงอยากฉลองมิตรภาพด้วยคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อตอบแทนแฟน ๆ ที่คอยซัพพอร์ตพวกเขาเสมอมา Transmission วันนี้ เราอยู่กับแก๊งอุ่นรักที่จะมาแชร์ความทรงจำดี ๆ ในบ้านหลังนี้ ก่อนจะไปดูโชว์ของพวกเขาในคอนเสิร์ตสุดป่วนอย่าง &#8216;Oonrak Warriors Party&#8217; ที่รวมทั้ง 5+1 วงไว้ในงานนี้แล้ว จุดกำเนิดแก๊งอุ่นรัก แจ๊ค: เริ่มจากตอนที่เราเรียนมหาลัย ไม่อยากอยู่หอเลยหาบ้านเช่ากัน โดยสมาชิกมี 5 คน ทิ้ว พี Yew, เบนซ์ Dept, แจ๊ค</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/oonrak-warriors-party-intervie/">รู้จักเหล่านักรบบ้านอุ่นรัก ก่อนไปกรี๊ดด้วยกันในสนามรักกับงาน Oonrak Warriors Party</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าพูดถึงบ้านอุ่นรักแล้วก็คงนึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นโชวเน็นดี ๆ ซักเรื่องได้เหมือนกัน จากมิตรภาพลูกผู้ชายที่ชอบดนตรีเหมือนกันมาอยู่ด้วยกัน จนวันนี้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีรุ่นใหม่แถวหน้าอย่าง Yew, Dept, และ Sherry รวมถึง 2 วงเพื่อนซี้อย่าง Television Off และ YEP MAY YEP ที่กำลังมาแรงสุด ๆ </p>



<p>จากบ้านเช่าธรรมดา ๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นที่บ่มเพาะเพลงดี ๆ และความฝันของพวกเขา ซึ่งโชคดีที่ทุกคนก็ได้เป็นศิลปินเต็มตัวไปด้วยกัน พวกเขาจึงอยากฉลองมิตรภาพด้วยคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อตอบแทนแฟน ๆ ที่คอยซัพพอร์ตพวกเขาเสมอมา</p>



<p>Transmission วันนี้ เราอยู่กับแก๊งอุ่นรักที่จะมาแชร์ความทรงจำดี ๆ ในบ้านหลังนี้ ก่อนจะไปดูโชว์ของพวกเขาในคอนเสิร์ตสุดป่วนอย่าง &#8216;Oonrak Warriors Party&#8217; ที่รวมทั้ง 5+1 วงไว้ในงานนี้แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-802x800.jpg" alt="" class="wp-image-90755" width="508" height="507" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-802x800.jpg 802w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-401x400.jpg 401w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-280x280.jpg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-768x766.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-300x300.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-600x599.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n-100x100.jpg 100w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/67595636_425908041605668_1511679843668852736_n.jpg 960w" sizes="auto, (max-width: 508px) 100vw, 508px" /><figcaption class="wp-element-caption">แก๊งอุ่นรักรุ่นแรก</figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading">จุดกำเนิดแก๊งอุ่นรัก</h2>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: เริ่มจากตอนที่เราเรียนมหาลัย ไม่อยากอยู่หอเลยหาบ้านเช่ากัน โดยสมาชิกมี 5 คน ทิ้ว พี <strong>Yew</strong>, เบนซ์ <strong>Dept</strong>, แจ๊ค <strong>SHERRY</strong> และ โจ ที่เคยเล่นกีต้าร์ให้ <strong>Dept</strong> ครับ เราตั้งกรุ๊ปแชทไว้พูดคุยกัน ทิ้วตั้งชื่อว่าบ้านอุ่นรัก หลังจากนั้นทุกคนก็เรียกที่นี่ว่าบ้านอุ่นรักครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วแก๊ง Television Off กับ YEP MAY YEP มาตอนไหน</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: จริง ๆ แล้วจำนวนสมาชิกของบ้านตามคนอาศัยถึงจะมีแค่ 5 คน แต่บ้านก็มีเพื่อน ๆ มาปาร์ตี้ มานั่งเล่นตลอดเวลาที่เราเช่าอยู่ด้วยกัน มันเป็นแก๊งมากกว่า แล้วเพื่อนๆ TV OFF กับ YEP MAY YEP ก็เป็นแก๊งของพวกเราอยู่แล้ว รอบนี้เลยขาดพวกมันไปไม่ได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">ใครแสบสุดในบ้าน</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: แสบสุดในบ้านก็ต้องไอพี Yew อยู่แล้วครับ มันชอบแกล้งคนอื่น ชอบพาเพื่อนไปทำอะไรพิเรน ๆ ปั่นๆคนอื่น แม้แต่อาจารย์ที่คณะมันยังไม่เว้นเลย มีครั้งนึงมันตื่นเต้นมากที่จะได้สมัครประกวดดนตรีในมหาลัย วงอื่นที่เข้าไปประกวดตั้งใจเล่นมาก แต่มันตั้งใจให้พวกผมเข้าไปปั่นงานโดยเฉพาะ</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: คืองานประกวดที่ว่า เค้าใช้การตัดสินด้วยการโหวตเท่านั้นครับ ยังไงเราก็ไม่ชนะอยู่แล้ว วงอื่นเค้ามากันจริงจังเลย แต่ด้วยความห้าวของวัยพวกเราเลยปั่นซะเลย เล่นอะไรกันก็ไม่รู้ เละ! 555555</p>



<h2 class="wp-block-heading">เพลงแรกที่เกิดขึ้นในบ้านอุ่นรักคือเพลงอะไร</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: <em>โลกซึ่งไร้ลมหายใจของวันวาน</em> ของ Yew ครับ เพราะพวกมันรวบรวมสมาชิกกันได้เร็วสุด เลยได้เปิดก่อน (หัวเราะ) แต่ละวงมีเพลงอะไรที่แต่งขึ้นในบ้านอุ่นรักบ้าง</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: ของผมคือทุกเพลงของ SHERRY ตั้งแต่เพลงแรก จนเพลงปัจจุบันเลยครับ เพราะผมยังอยู่ที่อุ่นรัก ยังไม่ได้ย้ายออก</p>



<p><strong>เบนซ์</strong>: ทุกเพลงของ EP1 และ EP2</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: ส่วน Yew ก็น่าจะชุด Ep 1 และ Ep 2 ครับ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="YEW - โลกซึ่งไร้ลมหายใจของวันวาน | Solar Eclipse [Official Video]" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/DS5PEVAD958?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<h2 class="wp-block-heading">วีรกรรมในบ้านอุ่นรักที่ทุกคนไม่ลืม</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: ไอพีเคยให้เดินต่อแถวเป็นรถไฟไปสั่ง McDonald ช่อง Drive thru แล้วพนักงานเขาก็ดันรับออเดอร์ด้วย 55555</p>



<p><strong>พี</strong>: แต่ก่อนผมมีกีตาร์ Sterling JP สีดำอยู่ตัวนึง ซื้อไว้มาเรียนมาเล่นเพลงร็อค ๆ สาย Hero หน่อย แล้วพอไม่ได้เล่นพวก Hero แล้ว ก็เลยวางไว้ที่บ้านอุ่นรักเฉย ๆ ไม่ได้ใช้เลย แล้วมีอยู่วันนึง กลับบ้านมา ก็เจอกีตาร์ตัวเองมีลายมังกรอยู่ตรงบอดี้ ก็เลยตกใจ แล้วตอนนั้นก็เลยแกล้งทิ้วไปว่าแบบ เฮ้ย! มึงเอาไปทำแบบไม่ขอได้ยังไง แกล้งจนเพื่อนเครียดจะหาร้านทำสีใหม่ให้ สุดท้ายก็เลยเลิกแกล้งแล้วบอกว่าทีหลังบอกก่อนด้วย ดีที่ตอนเอาไปลงขาย มีรุ่นพี่ซื้อไปเพราะลายไม่เหมือนใคร (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: ไอ้โจมันชอบแอบกินขนมในตู้เย็นครับ ถ้าขนมใครหายสันนิษฐานเลยว่าเป็นไอ้โจแอบกิน 55555</p>



<h2 class="wp-block-heading">ความทรงจำที่ชอบที่สุดของทุกคนในบ้านอุ่นรัก</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: ชอบทุกความทรงจำสมัยที่ยังเรียนอยู่ มันเหมือนทุกวันไปเล่นที่มหาลัย แล้วกลับมาเล่นที่บ้าน ก่อนจะหลับก็นอนคุยกันทั้งเรื่องซีเรียสและเรื่องตลก มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ๆ เดี๋ยวนี้เรียนจบแยกย้ายกันทำงานนาน ๆ เจอกันที ต่างคนต่างเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมันก็ไม่ได้มีเวลามาเล่นสนุกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: ผมตอบพาร์ทซีเรียสละกัน ผมชอบตอนที่ใครสักคนทำเพลง มันจะมีโมเม้นช่วยกันแชร์ไอเดียโดยไม่สนว่านี่เพลงของวงใคร เฮ้ย ซาวด์แบบนี้มันต้องทำแบบนี้นะ ท่อนนี้กูว่าทำแบบนี้ดีกว่านะ อะไรแบบนี้ครับ เป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ อีกเรื่องคือเราช่วยกันเรียนด้วยครับ คือการที่ใครขี้เกียจตื่นไปเรียนนี่ต้องโดนล้อแล้ว มหาลัยก็อยู่ใกล้ๆ มึงไม่ไปเรียนจริงดิ เรียนเรื่องนี้ไม่เข้าใจ งานอันนี้ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวกูช่วย ดูเป็นแก๊งเด็กดีมั้ยครับ 5555</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-800x800.jpg" alt="" class="wp-image-90754" width="636" height="636" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-800x800.jpg 800w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-400x400.jpg 400w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-280x280.jpg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-768x768.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-300x300.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-600x600.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n-100x100.jpg 100w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/310558553_774714150418887_515964113393820040_n.jpg 960w" sizes="auto, (max-width: 636px) 100vw, 636px" /><figcaption class="wp-element-caption">รูปหมู่บ้านอุ่นรักจากงาน Oonrak Christmas Party</figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading">OONRAK WARRIORS PARTY 2023 ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นยังไงบ้าง</h2>



<p><strong>เบนซ์</strong>: มันไม่น่าจะมีคอนเสิร์ตไหนแล้วครับ ที่ให้ดาบของเล่นเป็นของแถม แล้วเราเอาไปชูพร้อมกันตอนวงโชว์ งานนี้น่าจะเป็นงานเดียวที่จะทำให้ทุกคนได้สนุกเหมือนเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้งครับ</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: โชว์พิเศษที่ทุกวงตั้งใจทำมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ความเป็นคอนเสิร์ตกึ่งปาร์ตี้ที่มีพวกเราลงไปจอยด้วยกับทุกคนนี่แหละ สนุกแน่นอน สาบาน!!</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าทุกคนเป็นนักรบจริง ๆ จะมีฉายาว่าอะไรกันบ้าง</h2>



<p><strong>เฟิร์ส</strong> <strong>Televeion Off</strong> : โจนาธาน ซาสึเกะ แซ่เฉิน</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong> <strong>SHERRY </strong>: ไร้หัวใจ เธอขโมย</p>



<p><strong>นน</strong> <strong>YEP MAY YEP</strong> : คู่แข่ง เจม บอนด์ 007  &#8220;ผม นน บวบ 003”</p>



<p><strong>ทรัพย์</strong> <strong>YEW</strong> : วิสุทธ์กษัตริย์</p>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: ผมว่าเราข้ามข้อนี้ดีกว่า ชักเริ่มมั่ว 555555</p>



<h2 class="wp-block-heading">แอบสปอยหน่อยว่า Oonrak Super Band รอบนี้มีอะไรพิเศษมาโชว์</h2>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: เพลงที่ทุกคนไม่คิดว่าเราจะเล่น เราจะเล่น ให้สมกับเป็น Super Band ต้องโชว์ลีลากันสักหน่อย!</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-1067x800.jpg" alt="" class="wp-image-90753" width="766" height="574" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-1067x800.jpg 1067w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-533x400.jpg 533w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-768x576.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-1536x1152.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n-600x450.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/347141774_932186961347396_2107917151138520219_n.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 766px) 100vw, 766px" /><figcaption class="wp-element-caption">Oonrak Super Band</figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading">ขอวงละหนึ่งเหตุผลที่ไม่ควรพลาดคอนเสิร์ตนี้เลย</h2>



<p><strong>แจ๊ค</strong>: SHERRY จัดเต็ม เอาแบบไม่ให้หายใจเลย ห้ามพลาดโอเคมั้ย!! แล้วผมว่าทุกวงอยู่ในช่วงกำลังพีค ทุกคนที่มาน่าจะจอยกับทุกเพลง และทุกวงครับ</p>



<p><strong>ทรัพย์</strong>: เพราะเป็นการรวมตัวของชาวแก๊งแบบครบจริงๆ เลยอยากเชิญชวนทุกคนมาพบกับความปั่นป่วนของแก๊งบ้านนี้ครับ</p>



<p><strong>นน</strong>: ไม่รู้จะได้เจอกันครบทุกวงแบบนี้อีกทีเมื่อไหร่หลาย ๆ วงที่คุณอยากดู อาจจะไม่ได้ดูรวมที่คอนเสิร์ตเดียวกันต่อกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นมาเจอกันนะ</p>



<p><strong>โบ๊ท</strong>: เดี๋ยวเฟิร์สจะไปเรียนต่อทำซูชิที่อเมริกา 2 วัน อาจจะเป็นคอนเสิร์ตนี้สุดท้ายของเดือนนี้ครับ</p>



<p>ซื้อบัตร &#8216;Oonrak Warriors Party&#8217; ที่แอพพลิเคชั่น The Concert หรือ <a href="https://bit.ly/ORW23?fbclid=IwAR0JTrnN-yWkal3I_r_13UYUwiEKcQw-nwdc-vJ3PLWmjGdZIBbWCdYUty4" target="_blank" rel="noreferrer noopener">bit.ly/ORW23</a> เจอกันวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2566 JJ HALL ชั้น 6</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/oonrak-warriors-party-intervie/">รู้จักเหล่านักรบบ้านอุ่นรัก ก่อนไปกรี๊ดด้วยกันในสนามรักกับงาน Oonrak Warriors Party</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นั่งฟัง The Greng Jai Piece ทีละเพลงไปพร้อม Phum Viphurit และพูดคุยถึงความฝันอันเรียบง่ายในฐานะคนรักดนตรี</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/phum-viphurit-interview/</link>
					<comments>https://www.cdcosmos.com/transmission/phum-viphurit-interview/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 May 2023 09:52:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[interview]]></category>
		<category><![CDATA[Phum Viphurit]]></category>
		<category><![CDATA[The Greng Jai Piece]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=90255</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในอัลบั้มที่สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับซีนดนตรีไทยในปีนี้ได้ดีสุด ๆ ขอยกให้ &#8216;The Greng Jai Piece&#8217; อัลบั้มเต็มอันดับที่ 2 ของ Phum Viphurit ซึ่งออกมาลบภาพเก่า ๆ ของความเป็น Lover Boy ออกไปจนหมด ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยในมิติต่าง ๆ และองค์ประกอบทางดนตรีที่เติบโตขึ้นอย่างคมคายมีอารมณ์ขัน ซึ่งสะท้อนความสามารถที่ไม่เคยหยุดนิ่งของภูมิเองด้วย ซึ่งพูดได้เต็มปากว่าอัลบั้มนี้อาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของภูมิก็ได้ ด้วยการทำงานด้วยตัวเองทุกกระบวนการ ทำให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอารมณ์ดีของเขา มีความจริงจังและความตั้งใจในฐานะศิลปินคนหนึ่งที่อยากก้าวข้ามตัวเองตลอดเวลา โชคดีจริง ๆ ที่เราได้เจอภูมิโดยบังเอิญตอนเขามาร้านแผ่นเสียงพอดี เลยขอเวลานั่งคุยกันซักนิดถึงเบื้องหลังของแต่ละเพลงในอัลบั้มล่าสุดของเขา ต้อนรับไวนิลที่กำลังจะปล่อยออกมา และพูดคุยถึงความฝันอันเรียบง่ายในฐานะคนรักดนตรี รวมถึงตัวตนของภูมิที่ใครอาจจะยังไม่เคยสัมผัส **เพื่ออรรถรสในการอ่านบทสัมภาษณ์ เราขอไม่แปลประโยคภาษาอังกฤษของภูมิเป็นภาษาไทย** Temple Fair ภูมิ: Temple Fair ก็น่าจะเป็นเพลงแรกเลยที่ตัดสินใจแต่งในอัลบั้มนี้ เริ่มจากไอเดียที่ภูมิอยากเอาบีทสามช่า ไอ้ motive ที่มันเป็น “ตึง ตึงตึง ตึงตึง” มาใช้ แต่ให้มันไม่สามช่า ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีครับ แต่รู้สึกว่าอยากเอามา adapt อยากให้มันเป็น motive</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/phum-viphurit-interview/">นั่งฟัง The Greng Jai Piece ทีละเพลงไปพร้อม Phum Viphurit และพูดคุยถึงความฝันอันเรียบง่ายในฐานะคนรักดนตรี</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หนึ่งในอัลบั้มที่สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับซีนดนตรีไทยในปีนี้ได้ดีสุด ๆ ขอยกให้ &#8216;The Greng Jai Piece&#8217; อัลบั้มเต็มอันดับที่ 2 ของ <strong>Phum Viphurit</strong> ซึ่งออกมาลบภาพเก่า ๆ ของความเป็น Lover Boy ออกไปจนหมด ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความเป็นไทยในมิติต่าง ๆ และองค์ประกอบทางดนตรีที่เติบโตขึ้นอย่างคมคายมีอารมณ์ขัน ซึ่งสะท้อนความสามารถที่ไม่เคยหยุดนิ่งของภูมิเองด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-90271" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-1200x800.jpg 1200w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-600x400.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-768x512.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-1536x1024.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-1-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>Phum Viphurit</strong></figcaption></figure>



<p>ซึ่งพูดได้เต็มปากว่าอัลบั้มนี้อาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของภูมิก็ได้ ด้วยการทำงานด้วยตัวเองทุกกระบวนการ ทำให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอารมณ์ดีของเขา มีความจริงจังและความตั้งใจในฐานะศิลปินคนหนึ่งที่อยากก้าวข้ามตัวเองตลอดเวลา</p>



<p>โชคดีจริง ๆ ที่เราได้เจอภูมิโดยบังเอิญตอนเขามาร้านแผ่นเสียงพอดี เลยขอเวลานั่งคุยกันซักนิดถึงเบื้องหลังของแต่ละเพลงในอัลบั้มล่าสุดของเขา ต้อนรับไวนิลที่กำลังจะปล่อยออกมา และพูดคุยถึงความฝันอันเรียบง่ายในฐานะคนรักดนตรี รวมถึงตัวตนของภูมิที่ใครอาจจะยังไม่เคยสัมผัส</p>



<p><em>**เพื่ออรรถรสในการอ่านบทสัมภาษณ์ เราขอไม่แปลประโยคภาษาอังกฤษของภูมิเป็นภาษาไทย**</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><em>Temple Fair</em></strong></h2>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Phum Viphurit - Temple Fair [Official Visualizer]" width="1020" height="765" src="https://www.youtube.com/embed/Rj5iUdxsHsM?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ภูมิ</strong>: Temple Fair ก็น่าจะเป็นเพลงแรกเลยที่ตัดสินใจแต่งในอัลบั้มนี้ เริ่มจากไอเดียที่ภูมิอยากเอาบีทสามช่า ไอ้ motive ที่มันเป็น “ตึง ตึงตึง ตึงตึง” มาใช้ แต่ให้มันไม่สามช่า ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีครับ แต่รู้สึกว่าอยากเอามา adapt อยากให้มันเป็น motive ที่เป็นแบบอูคูเลเล่ในเพลง แบบคนจะฟังรู้สึกเป็น seamless ไปกับดนตรี</p>



<p>แล้วก็ใส่ chord sequence เข้าไป ขาดอย่างเดียวคือขาดเนื้อเรื่อง ว่าจะอยากเล่าเรื่องจาก third person รู้สึกว่ามีธีมงานวัดเพราะทำดนตรีขึ้นมา ส่วนตัวไม่เคยได้ไปเที่ยวงานวัดจริง ๆ เคยแต่ขับรถผ่าน ก็เลยอยากหาอะไรที่มันเป็น material media ที่มันเกี่ยวกับงานวัด เลยไปเจอหนังเรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ ก็เลยได้เนื้อเพลงทั้งหมดมาจากหนังเรื่องนี้รวมกับไอเดียนี้ก็เลยออกมาเป็น Temple Fair</p>



<p>แต่ชอบที่ในระหว่างหนังที่มันรู้สึกมีความดาร์คอยู่นะ เวลาเอาไปเล่นเมืองนอกแล้วอธิบายว่าเพลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับภูมินะ มันเกี่ยวกับหนังไทยชื่อว่า มนต์รักทรานซิสเตอร์ มันแทบจะไม่มีใครได้ดูอยู่แล้วด้วย audience เพราะหนังมันสักพักแล้ว ก็จะอธิบายว่ามันเหมือนแบบ Thai Forest Gump อารมณ์ประมาณนั้น คนดูก็จะแบบ อ๋อออ โอเค เค้าจะ get idea ว่าเราตาม journey ของ character ไปอยู่ จะอธิบายให้คนว่าเพลงนี้ sorry เป็นยังไง</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วอย่างเวลาเราเล่นสดเราก็ใช้ backing track เนาะ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: อ๋อ ไม่ใช้ครับเราเอาพวกฉิ่ง พวก percussion ใส่ใน sampler เค้าก็จะกดตาม tempo ที่เราเล่น เราเล่นไม่เคย tempo เท่ากันอยู่แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นสด</p>



<h2 class="wp-block-heading">เราไม่เคยเห็นใครหยิบซาวด์ตรงนี้มาใช้ในซีนนอกกระแสเลย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิรู้สึกว่าแปลกที่คนไทยเราจะมี reject อะไรที่มันแบบรู้สึกว่า เช่นในซีนกรุงเทพ ไม่ใช่ว่าคนกรุงเทพเป็นงี้ทุกคนแต่ว่าแบบ อะไรที่มันรู้สึกว่าแบบ เฮ้ย มันต่างจังหวัด มันบ้านนอก มัน lame มันไรงี้ จริง ๆ แล้ว It’s like it’s the only thing that truely แบบไทย แต่ว่าเราเลือกที่จะ reject ว่ามันไม่ western เลยว่ะ จริง ๆ แล้ว a combination of both is not wrong แต่รู้สึกว่ามันเป็น challenge ที่ภูมิก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนมุมมองของคนฟัง แต่มันเป็นอะไรที่เรา curious เหมือนกันจังหวะแบบนี้ ใช้ฉิ่งใช้กลองไทยมันเอามา adapt ได้ มันอยากเล่าด้วยซาวด์แบบนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ภูมิเคยฟัง Lover Boy สามช่ารึยัง</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เคยครับ เหมือนเวอร์ชั่นรถบัมพ์ (หัวเราะ) ภูมิชอบนะ รู้สึกว่าแบบ It’s go hard, you know แบบ yeah (<strong>The COSMOS</strong>: ดีไม่ดีมันอาจจะเคยเปิดในสงกรานต์สักปีนึง) ใช่ครับ ๆ ตอนฟังผมก็รู้สึกว่า woah, nice เร็วอะ ช่วงนั้นมีคนเอาไปรีมิกซ์เร็วมาก (หัวเราะ) ดีใจครับ ดีใจ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><em>Lady Papaya</em></strong></h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: พอเราตั้งชื่ออัลบั้มว่า The Greng Jai Piece อยากให้มันไม่ใช่แค่เพลงเดียวที่มีความไทย เพลงนี้ goal คืออยากทำที่มันเป็น instrumental ทั้งหมดเลย แล้วภูมิไปเจอเพลงที่ชื่อว่า แม่ค้าส้มตำ ของ อรอุมา สิงห์ศิริ ประมาณ 4-5 ปีแล้วจากยูทูปอัลกอริทึ่ม รู้สึกเป็นเพลงที่เท่มาก เป็นเพลงที่ฝรั่งชอบกันเยอะ มีแร็ปเปอร์ชื่อ Action Bronson เอาไป sample ในเพลงแร็ป มีนักมวยปล้ำอเมริกาใช้เป็นเพลงเปิดตัว แต่ไม่เคยมีคนไทยเอามาทำอะไรต่อ เลย approach ค่ายของศิลปินไทยคนนี้ไป แล้วขอซื้อ sample มา บอกเค้าไปว่าอยากเอาริฟฟ์นี้มาใช้ในเพลง อยากจะ sample เสียง ก็เลยน่ะครับ ทำแล้วก็สนุก ๆ เป็นเพลงที่ภูมิใช้ sample เยอะที่สุดละ บีทกลองข้างหลังก็เป็น sample ที่ภูมิ collect มา แล้วก็มา splice ในเพลงออริจินัลเกี่ยวกับแม่ค้าส้มตำร้องเกี่ยวกับหนุ่มแท็กซี่ที่มากินส้มตำ ภูมิก็เลยอยากเล่าจากมุมมองของหนุ่มแท็กซี่คนนี้ ทำไมเค้าชอบไปกินส้มตำตรงนี้ ความรู้สึกที่ชอบแม่ค้าส้มตำคนนี้เป็นยังไง ก็เลยมาเป็น Lady Papaya เป็น instrumental piece</p>



<h2 class="wp-block-heading">ศิลปินต้นฉบับเค้าได้ลองฟังมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิไม่เคยติดต่อกับเค้าเลยครับ ภูมิพยายามหาเค้าใน facebook แล้ว แต่หาไม่เจอ แล้วเหมือนทางค่ายก็ไม่ได้ in touch กับศิลปิน original จำได้ตอนที่ค่ายภูมิติดต่อไปขออนุญาต sample เหมือนค่ายเค้าก็แบบอุ๊ย ลืมไปแล้วว่าเพลงนี้เป็นเพลงในค่ายด้วยซ้ำไป อาจจะห่างไป มันนานแบบ ปี 69 ปี 70 ต้น ๆ นะ เพลงนี้ ดีใจครับที่เราครั้งนึงได้ sample เพลงไทย เอามาตีความแบบนี้ เดี๋ยวต้องรอดูสด จะเปลี่ยนคีย์แล้วภูมิจะตีกลอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">ภูมิอยากจะทำเพลงประมาณนี้อีกมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: อยากครับ (เน้นเสียง) จริง ๆ อัลบั้มนี้มันเริ่มจากความ rhythmic ก่อน คิดถึงกลองก่อนเลย เพราะส่วนตัวภูมิเป็นมือกลองก่อนเป็นมือกีตาร์หรือนักร้อง ก็เลยรู้สึกว่าอัลบั้มนี้อยากได้ความรู้สึก break beat ที่มันโยกได้ เลยเลือก sample กลองก่อนเลย เป็น genre ที่อยากทำดนตรีเป็น instrumental มากขึ้น เพราะส่วนตัวที่ไปทัวร์บางครั้งมันขี้เกียจร้อง มันเหนื่อยครับ (หัวเราะ) แบบเล่นอย่างเดียวแล้วให้คน vibe เป็นช่วง break จากการที่ไม่ต้องฟังเนื้อร้องตลอดเวลาได้ดี ทั้งในโชว์จริง ทั้งในการฟังอัลบั้มด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">Healing House</h2>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Phum Viphurit - Healing House [Official Video]" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/z6CWk2jM-Ho?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ภูมิ</strong>: Healing House ก็จังหวะแบบไฮบริดเร็กเก้เนี่ย ภูมิได้คอนเซ็ปต์ตั้งแต่ 2019 แล้ว เราชอบ <strong>Sticky Fingers</strong> ตอนที่โตที่นิวซีแลนด์ก็ฟังเร็กเก้พอสมควร เลยอยากให้มันมีเพลงที่แบบดัดแปลงจังหวะยกของเร็กเก้ แต่ว่าไม่ได้เล่าแบบเร็กเก้ ก็เลยได้ Healing House มา ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับการ breaking bad habits ครับ ช่วงนั้นภูมิคุยกับเพื่อนในยุคนี้บ่อยมาก ที่เค้าแบบว่าแบบ ช่วงโควิดอะ เหมือนหลายคนพออยู่กับตัวเองมาก ๆ หลายคนก็หลอนเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) มันก็ self reflect กับตัวเอง เหมือนหลายคนไม่ชอบตัวเอง ภูมิเองก็เจอประสบการณ์นี้มามันเลยรู้สึกอยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับการ break habits อะไรที่มันไม่ดี เลยเป็นคอนเซ็ปต์ Healing House มันจะเริ่มเป็นจังหวะแบบนี้แล้วจบด้วยความ adrenarine rush นิดนึงครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">MV ก็ใส่ความเป็นไทยลงไปเยอะมาก ภูมิได้มีส่วนร่วมในการกำกับเอ็มวีด้วย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ใช่ครับ อันนี้คืออยากทำเอมวีที่มันเล่าเรื่องหลายๆเรื่องที่มีความไทยแต่ไม่ได้มาจากไทม์ไลน์เดียวกัน บางเรื่องอาจเป็น fiction ไปเลย เช่นเป็นซีนแบบพจมาน ซีนคนขี่ม้าที่หัวหิน เอามา compound กัน แต่ละคนจะเชื่อมกันด้วยการที่เค้าอยากจะวิ่งหนีจากอะไรบางอย่าง ออกมาจากสถานการณ์อะไรบางอย่าง เป็น mv ที่สนุกมาก ก่อนหน้านี้ไม่ได้กำกับ MV มาสองสามปีแล้ว ได้ทำกับรุ่นพี่อีกคนนึง สนุกครับ สนุก ๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าจำไม่ผิดนะ Healing House คือเพลงแรกที่ปล่อยมา มันฉีกภาพเดิม ๆ ภูมิไปเลย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ใช่ครับ ส่วนตัวแล้วคือตั้งใจรู้สึกว่าต่อไปนี้เราไม่น่าจะ appear ในงาน MV เราเยอะขนาดนั้น รู้สึกว่าเราอยากอยู่เบื้องหลังมากขึ้น แล้วพอเราไม่ได้ไปอยู่ใน fore front หรือเป็นตัวเอก คนก็จะมาโฟกัสที่ the real content, The real music, the real visual มากกว่า ไม่งั้นคนก็จะโฟกัสว่า เอ๊ย ภูมิอย่างงั้น ภูมิอย่างงี้ มันก็เป็นอีกหนึ่ง challenge คอนเซ็ปต์ที่ภูมิอยากจะทำงานอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ going forward</p>



<p>reception มันก็โอเค มันไม่ได้เป็นอะไรที่บูมอยู่แล้ว ช่วงที่เราแบบโผล่มาในยุคแบบอินเทอร์เน็ตอะไรขนาดนั้น รู้สึกว่ามันได้ audience ที่เค้าตั้งใจฟังเราจริง ๆ อาจจะเพราะภูมิโตขึ้นด้วย คนฟังก็โตขึ้นด้วย มันเลยเป็นแบบ pacing กับ size ซึ่งเรารู้สึกแฮปปี้กับมันมาก ๆ เป็น support system ที่แบบ กำลังพอดี</p>



<h2 class="wp-block-heading"><em>Tail End</em> feat. Hugo</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ส่วนตัวชอบพี่ hugo มาสักพักแล้ว เคยเจอกันตามงาน Cat ไรงี้ครับ แต่ไม่เคยได้นั่งคุยกันจริง ๆ เพิ่งได้มาคุยกันจริง ๆ ช่วงโควิด แล้วตอนนั้นภูมิกำลังอยากซื้อรถคันแรกในชีวิต คือถ้าเคยเจอพี่ hugo ตามงานเค้าจะขับรถเหมือนแบบ hummer ยี่ห้อไทย รถไทยรุ่ง คือรถอะไรไม่รู้ (หัวเราะ) แล้วไปรีเสิร์ชคือรถไทยรุ่ง เราไม่รู้จักใครคนไหนที่ขับเลย ก็เลยแมสเสจไปถามพี่ hugo ว่า “พี่ hugo ครับ can I ask you about your car, I’m interested in getting my first car” ไรงี้ ไทยรุ่งเป็นไงบ้างครับ เราก็นึกว่าเค้าจะตอบแบบ it’s ok เอ้ย nlp ตอบมาแบบสองหน้าเต็มว่าข้อดีของไทยรุ่งเป็นอย่างงี้ ถ้า you จะเข้าไปในห้าง รุ่นนี้มันจะเข้าไม่ได้มันสูงเกินสองเมตรไรงี้ ระบบข้างในจริง ๆ แล้วมันคือ hilux แล้วมันไม่ได้แฟนซี แต่ถ้า you ต้องการเดินทางกับ crew ไรเงี้ย เค้า answer with care มาก ๆ รู้สึกว่า ว้าว damn thank you so much แต่สุดท้ายแล้วภูมิไปซื้อยี่ห้ออื่น (หัวเราะ)</p>



<p>It’s a bit funny (ขำ) สุดท้ายแล้วก็ keep in touch ครับ แชร์ดนตรีให้กัน ส่ง memes ให้กันบ่อย ก็เลยแบบ got to know him a bit ระหว่างที่กำลังแต่งบั้ม ก็เลยชวนว่า พี่ hugo interested in writing something together ไม่ได้มีไทม์ไลน์ว่าจะเป็นเพลงในอัลบั้มนี้หรืออัลบั้มไหน แค่แบบ would be nice to sit and share ideas and talk ก็เลยไปนั่งแต่งที่ระเบียงบ้านพี่ hugo มา ภายในวันเดียวก็ได้เพลงนี้มาครับ</p>



<p>พี่ hugo เค้าเสนอไลน์นี้มา it would be cool to write a song about when something fun something great is about to end สุดท้ายแล้วมันเหมือนติดอยู่ว่า โอเค you chasing after fun chasing after thrill สุดท้าย tail end of pleasure สุดท้ายมันก็หายมันก็เฟด สุดท้ายมันก็เริ่มศูนย์ใหม่ cycle อะไรเงี้ย ก็เลยสนใจตรงนี้มาก จากไลน์นั้นที่พี่ hugo เสริมมา ก็มาฟอร์มเพลงด้วยกันจนกลายเป็น Tail End</p>



<p>คือตอนแรกที่คุยกับ hugo เพลงนี้คือคุยว่า คือเรามองเป็นภาพ MV ว่าเหมือนเป็น conversation เราเจอกันในบาร์ แล้วบาร์นั้นชื่อว่า Tail End ผู้ชายคนนึงดื่มเหล้าไปแล้วซักสี่ห้าแก้วส่วนอีกคนเพิ่งเข้ามา เค้าตื่นเต้นกับชีวิตมาก it’s feel like a conversation with a stranger at a bar อะ อารมณ์ประมาณนั้นเลยครับ ซึ่งมันเป็น dialogue สำหรับภูมิ มันเป็นเพลงที่มี dialogue ที่รู้สึกเหมือน back and forth back and forth ไม่ได้รีบอะ เพราะเหมือนว่าบาร์ก็กำลังจะปิดแล้วแต่ว่าต่างคนต่างนั่งคุยต่างนั่งแชร์ experience สุดท้ายแล้ว you leave and never meet again something like that and so เป็น first experience การที่นั่งแต่งเพลงกับศิลปินไทยจริง ๆ ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">ภูมิได้เก็บเกี่ยวอะไรมาจากพี่ Hugo บ้าง</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: I think the way he lives his life and the way he views the music industry. The way he understand how it works, the world, his career แล้วก็ he&#8217;s very เค้าเรียกว่าอะไร content อะ it is what it is ดีครับ ดี ๆ ก็ไม่นึกว่าวันนึงจะได้ทำงานกับพี่ hugo เหมือนกันครับ ดีใจที่ได้ทำงานด้วยกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><em>Greng Jai Please</em></h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เพลงนี้ก็คือ รู้ว่าตั้งชื่ออัลบั้มว่า The Greng Jai Piece แล้วเหมือนแบบคอนเซปต์อัลบั้มคืออยากจะพูดเกี่ยวกับ invisible rules ที่เราไม่ใช่คนไทย lived by แล้วก็มีเพลงนึงที่มัน directly questioning this theme ไปเลย Greng Jai Please เกิดขึ้นมาจากการที่เราอยากแต่งเพลงที่มีคำว่า “เกรงใจ” แล้วก็อยากอธิบายว่าการเกรงใจคืออะไร สำหรับภูมิเองให้คนที่ไม่ใช่คนไทยรู้จัก in a satirical อะไรเงี้ย ก็เลยได้ Greng Jai Please มาครับ พวกทางพาร์ทดนตรีภูมิคิด chord squence มาซักพักละ </p>



<p>มันเป็น challenge เหมือนกันที่แบบ เราจะฟิตเข้าไปในเพลงยังไงให้มันไม่รู้สึก force อะไรงี้ สุดท้ายแล้วเพลงมันก็กลับมาที่คำถามว่า how many layers must appeal to know exactly how you feel มันก็อย่างงี้ เพราะ interaction ส่วนใหญ่ที่ภูมิเจอเวลาไปออกงานหรือการไปอยู่ society คนที่มี following บางครั้ง คนเราก็ไม่รู้ว่าคนเข้ามาหาเพราะเขาต้องการอะไรจริง ๆ คนที่เข้ามาตีสนิทด้วย หรือว่า interested in genuine friendship อะไรเงี้ย มันเลยทำให้ภูมิ question กับสิ่งนี้มานานมาก ก็เป็นอะไรที่เราอยากจะเขียนถึงมัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><em>Kiko&#8217;s Letter</em> feat. STUTS</strong></h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: รู้จักกับ <strong>STUTS</strong> ตั้งแต่ปี 2018 เค้าเคยมาเล่นเปิดให้ภูมิที่ญี่ปุ่นตอนไปทัวร์ญี่ปุ่นครั้งแรก แล้วเค้าเป็นคนแรกที่เป็นโปรดิวเซอร์ที่ตอนมาเล่นบนเวลาไม่ได้เล่นแค่เปิดฉาก เค้าเล่นเครื่อง MPC ทุกเพลง เป็นคนแรกที่ภูมิเห็นเค้าเล่นกดบีทเอง เค้าเป็นคนที่น่ารักมาก แล้วเคยร่วมงานกับเค้าปี 2019 ไปร้องให้เพลงของเค้าเพลงนึง แต่ภูมิรู้สึกว่าบั้มนี้น่าจะเกิดขึ้นจากที่ภูมิทำเพลงสุดท้ายในอัลบั้มที่เราปิด เลยรู้สึกว่าอัลบั้มนี้เนื้อร้องมันเยอะอะ (หัวเราะ) อยากได้เพลงที่เนื้อแบบมินิมอลที่มีแค่สี่ไลน์แต่เป็นสี่ไลน์ที่มันจำได้ keep เป็น motive repeat ไปเรื่อย ๆ </p>



<p>เพลงนี้เริ่ม collab กันจริง ๆ ตอนที่ภูมิไปญี่ปุ่นปีที่แล้ว แล้วเค้าชวนไปนั่งที่บาร์แถวชิบุย่า ไปนั่งชิวนั่งดื่มกันแล้วเค้าเอาเปียโนมาเล่นเอากีตาร์มาเล่นแล้วก็ได้ loop นี้มา กลับมาไทยแล้วมา develop แล้วคิดเนื้อร้อง ไม่ได้เกี่ยวกับความรักตัวเองขนาดนั้น มันเกี่ยวกับ feeling off แบบว่าเป็น ending ของ romance ที่ไม่มีวันลงตัว ไม่ว่า you จะ chase กันหรือว่าอยากครอบครอง แค่ไหนไม่มีทาง เป็นสิ่งที่มัน can’t happen so I wanna to give that essence to move on ก็เลยออกมาเป็น Kiko&#8217;s Letter</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้ว Kiko มาจากไหน</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เราชอบ Kiko Mizuhara ที่เป็นนักแสดงนางแบบ จดหมายนี้เป็นจดหมายที่ Kiko เขียนให้ผู้ชายคนนี้ หรือว่า (หัวเราะ) เราเขียนให้ Kiko แต่ไม่ใช่ Kiko คนนั้น just a figure of speech someone who desire to be with but not possible ส่วนตัวแล้วอยากได้เพลงที่มัน space เยอะ ๆ คนฟังจะได้คิดเป็น visual ได้ ให้มันฟังท้ายอัลบั้มแล้วมันไม่ได้แบบภูมิเทพตลอดเวลา ให้มันเป็น space แบบ space จริง ๆ ให้มันรู้สึกโล่งแล้วค่อย clense ด้วยสองเพลงสุดท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><em>Loving And Letting Go</em></h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: fundamentallyม it’s very pop song, very structurally เราเคลียร์มากว่า I wanna write a standard pop song ซึ่งมัน pop and catchy but has depth and meaning to me จริง ๆ เพลงนี้ทำนองเนี่ยเริ่มทำตั้งแต่ปี 2018 มั้งครับ เป็นโปรเจกต์ที่เขียนให้ศิลปินไทยแล้วหลังจากนั้นก็ล่ม สองปีหลังค่ายเกาหลีอยากซื้อไปใช้ ซื้อไปอยู่ในสองเพลงที่เราทำให้ศิลปินเดี่ยวให้ค่าย สุดท้ายแล้วเค้าเอาไปหกเดือน ภูมิรู้สึกว่านานจังวะยังไม่เอาไปใช้อีก แสดงว่าเค้าไม่น่าใช้แล้วละ ภูมิก็เลยขอคืนมา จนสุดท้ายแล้วเลยได้มาเป็นเพลงในอัลบั้ม </p>



<p>มันมี journey Loving And Letting Go theme มันน่าจะลิ้งค์กับ Kiko&#8217;s Letter เหมือนกัน เกี่ยวกับการที่ literally loving and letting go I don’t know how to explain (หัวเราะ) I think the most accurate in love song การที่รักใครบางคนโดยที่ไม่ได้รั้งเค้าไว้เมื่อเค้าเปลี่ยนไปแล้วหรือว่าเมื่อเค้าต้องการสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งมัน inspiration มาจากชีวิตรอบตัวเหมือนกัน ไม่ว่าจะ relationship ของพ่อแม่ relationship ของเพื่อนที่แฟนกับเขาเพิ่งเลิกไป หรือ relationship ของภูมิเอง มันเป็น one universal message</p>



<h2 class="wp-block-heading"><em>Welcome Change</em></h2>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Phum Viphurit - Welcome Change [Official Video]" width="1020" height="765" src="https://www.youtube.com/embed/Usxuh5zodLs?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เพลงนี้ภูมิแต่งท่อน main ตั้งแต่ 2019 ละ แล้วตอนไปทัวร์ภูมิจะเอาเพลงนี้มา encore แล้วภูมิจะเล่นแค่ท่อน main ลูปไปเรื่อย ๆ เพลงนี้ story คือ ภูมิจินตนาการตอนพ่อกับแม่จีบกันเป็นยังไง แค่นั้นเลย เพราะภูมิโตมากับแม่คนเดียว ก็เลยไม่รู้ว่าตอนเค้ารักกันเค้าเป็น couple เค้าเป็นยังไง มันมีรูปนึงในห้องนอนเป็นรูปแม่กับพ่อสมัยม.ปลายมั้ง สมัยที่เค้าเริ่มเป็นแฟนกันก็เลยเอาภาพนั้น เอา visual นั้นมาเป็น center piece ของการแต่งเพลงนี้ แล้วก็ได้ Welcome Change เหมือนแบบพ่อร้องให้แม่ แม่ก็มาร้องให้พ่อตอนที่เค้าอินเลิฟกันจริง ๆ ภูมิเลยรู้สึกว่าเพลงนี้มัน directly link to ภูมิที่สุดแล้ว แต่อย่างในอัลบั้มบั้มนี้เพลงอื่นมันมาจาก mysterious story จากที่อื่น แต่เรื่องนี้มันรู้สึกใกล้ตัวที่สุดแล้ว เวลาเราเล่นหรือตอนทำเพลงมันรู้สึก touching ที่สุดแล้ว</p>



<p>ภูมิอินกับดนตรี house อยู่แล้ว อยากทำอีพีทำอัลบั้มที่เป็น purely electronic ไปเลย จากเพลงที่แบบ post Demarco แบบย่อง ๆ อยู่ดี ๆ มาจากไหนไม่รู้แล้วเต้นเลย มันก็ตรงกับ theme ด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้ว MV เป็นลุงคนขับรถกับน้องหมา ทำไมเราถึงเลือกฟุตเทจลุงมาใช้</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิเจองานของเค้าใน Facebook ประมาณสามสี่ปีแล้วครับ แล้วกดเซฟไว้ ภูมิจะมี folder ใน Facebook แบบงานหรือ memes ต่างๆ ที่ภูมิเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากทำงานด้วย it’s really cool มันเป็น aesthetic ที่หาไม่ได้ที่ไหนแล้ว มัน genuine มาก ๆ ตอนทำ Healing House ก็ติดต่อเค้าไปว่าเค้าเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ในห้าซีน สุดท้ายแล้วเค้าไม่สะดวก แล้วก็คิดว่า โอเค อยากทำงานกับเขาอีกที แล้วตอนเพิ่งทำ <em>Welcome Change</em> เสร็จก็นึกถึงเค้าพอดีเลย เพลงมันเหมาะกับ pacing แบบเฟรมที่มันไม่ได้ตัดบ่อย เหมือนกำลัง voyage ใน ชีวิตประจำวันของเค้า เป็น observer ตอนแรกเกือบจะขอเค้านัดถ่ายใหม่ แต่พอมาคิดดูภูมิไม่อยาก force ให้เกิดซีนขึ้นมา ภูมิก็เลยขอซื้อ 13 คลิปเพื่อมาตัดเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">เค้ารู้จักภูมิมาก่อนมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ตอนแรกเค้าไม่รู้จักภูมิครับ เพราะว่าภูมิว่าภูมิไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนั้นครับ (หัวเราะ) แต่พอเค้าไปฟังงานภูมิแล้วเค้าชอบ และจริง ๆ เค้าดังมาก ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว บางคนมาคอนมอนต์ว่าเคยเห็นลุงคนนี้แล้วใน Facebook เคยเห็นใน memes ต่าง ๆ ในทวิตเตอร์ แบบ oh he’s already famous ดีใจมากที่เค้าอนุญาตให้ภูมิซื้อมาตัด เค้ายินดีมากเลย ภูมิอยากแบบ aesthetic ไม่ได้คิดว่าภาพจะต้องดูแบบเมืองนอก ด้วยคอนเซปต์ของบั้มนี้ด้วย</p>



<p>รู้สึกว่าบั้มนี้มันคือ working with what i have making the most out of it มันคือ the key work ethic ของอัลบั้มนี้ 80% คือภูมิทำเสร็จเองจากที่บ้าน อีก 20% คือไปอัดเสียงร้องใหม่ คือเราเรียบเรียงเองหมดเลย ยกเว้นเพลงที่ทำกับ STUTS ที่ทำด้วยกันจริง ๆ ที่เหลือคือภูมิลุยเองในทุก aspect มาก ๆ ทั้งด้านแบบ Visualize, Key visual ของอัลบั้ม Visualize MV ของอัลบั้มทุกตัว ตัด ดูแลเรื่อง logistics รู้สึกว่ายิ่งโตขึ้นยิ่งอยากทำมากขึ้น มันก็เหนื่อยดีครับ เราภูมิใจกับงานนี้ไม่ว่าผลตอบรับมันจะยิ่งใหญ่หรือจะน้อยขนาดไหน เป็นงานที่เราได้ทำแบบคราฟต์จริง ๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading">แม้แต่ Vinyl เราก็วิ่งปั๊มเองด้วย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ใช่ครับ ภูมิรู้สึกว่า the few more things done correctly the way we have to do it yourself. Of course, you can have your team do it แต่สุดท้าย you ก็ไม่ได้ฟังว่า quality มันเป็นยังไง เค้าบอก I spend so long making each one ก็เลยแบบ เอ้ย I need to know มันโอเคหรือไม่โอเค เราอยู่ทุกกระบวนการครับ บางคนอาจจะบอกว่า ภูมิมากไป ภูมิพักบ้าง แต่ผมรู้สึกว่าสนุกครับ (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading">พาร์ทไหนยากสุดในอัลบั้มนี้</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: finalize ครับ ภูมิเป็นคนที่คิดไอเดียได้เร็วแต่การที่มันจะ commit to the idea หรือทำให้มันเสร็จ อันนี้ไฟนอลละ ยากสุดเลย ตอนไหนที่จะต้องตัดสินใจว่ามันเสร็จแล้ว เราก็บรีฟศิลปินให้ทำปกเลย มันคือ coming to final decision ว่า this is what I actually want แต่ว่ามันก็เหมือนกับ It’s growing up เหมือนกัน when you grow up you have more responsibility มันคือ making decision. be aware everything around you. Ok, Making a call ว่า this is what I want this is what I want this is what I want</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทุกเพลงมันมีมันมีแนวดนตรีที่ต่างกันมาก เราเลยประทับใจกับการเรียงเพลงมาก ภูมิเรียงเพลงในอัลบั้มนี้ยังไง</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: lead by feel เลยครับ รู้ว่าอยากให้บั้มเปิดด้วย Temple Fair จบด้วย Welcome Change แค่นั้นเลย ที่เหลือคือฟังแล้วแบบไหนมันรู้สึก natural รู้สึกมันเป็น flow ที่ไม่ฝืน เป็น pleasant listening experience ถ้าเอเนอร์จี้มันดรอปมันก็ควรจะ flow</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-90272" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-1200x800.jpg 1200w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-600x400.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-768x512.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-1536x1024.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-4-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>Phum Viphurit</strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading">ทำไมถึงออกมาเป็นงานวาดกับตัวสล็อธ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ตั้งแต่รู้ตัวว่าจะตั้งชื่อว่า The Greng Jai Piece อยากได้งานที่มีความไทยเพราะมีความ contemporary เลยไปเจองานของพี่คนนี้ เค้าเคยวาดงานโฟล์กข้างวัด เห็นแล้วชอบมากเซฟไว้ใน Facebook folder เดียวกับคนที่ขับรถกับหมา พอได้คอนเซปต์ก็ส่งข้อความไปหาเค้าเลยว่าสนใจทำมั้ย เค้าก็แบบลุยเลยครับ บรีฟเป็นยังไง ภูมิก็บรีฟไปว่าอยากได้ซีนงานวัดที่ตัว character ไม่ใช่คนไทยจากยุคสมัยนี้ อยากให้มันเป็น character จากคนหลาย ๆ sub culture อยู่ในที่เดียวกัน ตรงกลางจะมีตัวสลอธที่ double proportion ให้ตัวใหญ่ดูเซอเรียลขึ้นมา เหมือนเป็นผู้เล่าเรื่อง เป็นคนนั่ง observe ทุกอย่าง มีโคมไฟที่มีอยู่ในห้องทำงานภูมิจริง ๆ เป็นโคมไฟหินหิมาลายัน (หัวเราะ) เค้าก็วาด layout มาให้ดูสามสี่แบบ ภูมิก็บอกอย่าง sloth ไม่อยู่ตรง central ได้มั้ย ค่อย ๆ บรีฟกันไปเรื่อย ๆ จนจบงาน เค้าทำงานดีมาก ทำงานบน canvas ทุกงานที่ภูมิบรีฟและ commision เค้า เค้าก็จะส่ง canvas มาให้ทุกอัน โปสเตอร์ทัวร์ใหม่ภูมิก็บรีฟเค้า</p>



<h2 class="wp-block-heading">โปสเตอร์ทัวร์ก็สวยมาก</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ขอบคุณมากครับ พี่คนเดิมเลยครับ มันเป็น work flow ที่สนุกมาก เค้าค่อนข้างเข้าใจว่าภูมิต้องการอะไร เหมือนบรีฟกันสองสามครั้งแล้วลุยลงสีเลย (The COSMOS: เพิ่งได้รางวัลไปด้วย) ใช่ ๆๆๆ ภูมิดีใจกับพี่เค้ามาก ๆ เลย แต่เค้าไม่ได้อยู่กรุงเทพนาน น่าจะกลับลพบุรีไปแล้ว ไม่งั้นจะชวนไปดื่ม</p>



<h2 class="wp-block-heading">ในยุคนี้ที่คำว่า soft power เป็น buzzword มาก ๆ คิดว่าอัลบั้มนี้เป็น soft power มั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ส่วนตัวภูมิไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลย เพราะรู้สึกว่าช่วงที่ภูมิโผล่ว์ขึ้นมาในโลกซีนจริง ๆ ครั้งแรกที่มีคนมาฟัง in a mass scale เหมือนเราถูก label ตลอด แบบศิลปินไทยไปนู่นไปนี่ไปนั่น ส่วนตัวภูมิก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนไทยหรือคนนิวซีแลนด์ขนาดนั้น แค่เพราะว่า this is a stuff I make this is the stuff I like. I just happen to be from here, that’s why people claim me as representing ซึ่งมันก็ไม่ได้ไม่ดีครับ รู้สึกดีที่ I can be a good influence to people from Thailand หรืออย่างคนที่โตมาในเมืองเล็ก ๆ อย่าง Hamilton, New Zealand คนย่านนั้นก็เคลมว่า I’m a product of this high school สุดท้ายแล้ว I think, soft power is not really up to me เท่าไหร่ It up to how other people wanted to see me as มากกว่า I’m not sure that make sense แต่ส่วนตัวแล้วภูมิอยากทำอัลบั้มเพราะรู้สึกว่า I’m Thai and I like these Thai element. I never got into explore in my musical work yet เลยอยากทำ แต่ไม่ได้คิดไปไกลว่า It’s the great example how to mix western and Thai culture together (หัวเราะ) nothing more but if it’s go one more than that, it’s cool as well yeah</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วมี feedback จากแฟนเพลงต่างชาติกับความเป็นไทยของเราบ้างมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: มีครับ ส่วนใหญ่ก็คนใน SEA จะเข้าใจได้ถึงความเกรงใจ ภูมิคุยกับ agent คนญี่ปุ่น เค้าคุยกับภูมินานเลยว่าจริง ๆ ญี่ปุ่นก็มีความเกรงใจแต่มันไม่ได้เรียกว่าเกรงใจ เค้าก็เอามา apply ใน workplace อะไรงี้ It’s sparkle intersting conversation between people ส่วนใหญ่แล้วในเอเชียมากกว่า western culture</p>



<h2 class="wp-block-heading">ตั้งแต่ภูมิทำ EP แรกจนถึงตอนนี้ ในสายตาภูมิอุตสาหกรรมเพลงไทยมันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: definitely ภูมิเห็นว่าคนพยายามทำเพลงภาษาอังกฤษกันมากขึ้น which is cool รู้สึกว่ามัน broaden options for listener มันมี options ให้คนฟังเยอะขึ้นมาก มัน move อาจจะช้าแต่มัน move ไปใน direction ที่ดี อย่างที่พี่เพิ่งทำ live house มันมี live house มากขึ้นจริง ๆ ที่ไม่ใช่ผับบาร์ร้านเหล้า คนที่ซื้อไปดูคือตั้งใจไปเสพงานจริง ๆ แล้วมัน make a difference for the artist มาก ๆ ที่มันที space ให้เราไว้ดูดนตรี แล้วคน play attention to you music แล้วมันดีต่อ self-esteem และเกิด creativity ให้ศิลปินมากขึ้น </p>



<p>in terms of like music business แบบ logistic wise คิดว่า music economy in Thailand ก็ยังตามคู่แข่งในเอเชียอย่าง Korean K-pop model เราก็ยังตามเค้าอยู่จริง ๆ อาจจะเพราะว่าเรายังไม่ได้มีคอนเทนต์ที่มันรู้สึก truely authentic and original เลยไม่ได้เป็นซีนที่ world wide อย่าง J-pop K-pop อย่างงี้ It’s really moving in a good direction สำหรับคนที่ไม่ได้เสพดนตรีไทยเยอะขนาดนั้น แต่การ observe จากไกล ๆ ภูมิว่าซีนมันมีสีสันมากขึ้นและกำลัง on a steady rise</p>



<h2 class="wp-block-heading">คำว่า T-pop สำหรับภูมิคืออะไร</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: T-pop… a Thai person making music that is considered popular music แต่ว่าไม่ได้ fix to genre แบบเราต้องทำ characteristic เหมือนเพลงเกาหลี แบบ American หรือ West Coast Indie anything like that’s มียอดผู้ฟังพอสมควรก็ consider T-pop ได้ ภูมิก็ไม่ได้ fix ว่า pop ต้องเป็น genre ขนาดนั้น I think you could classified song that catchy that’s probably a pop song to me เวลาภูมิไปเล่นที่ไหนคนเค้าจะเรียนรู้ว่า yeah this is Thai indie pop. I’m like, ok. (หัวเราะ) มันไม่ได้มาจากการที่ just happened to be a Thai independent artist, whose song is some more popular. That’s why we call Thai indie pop. ทั้ง ๆ ที่ influence และ genre มันมาจากหลาย ๆ ที่</p>



<h2 class="wp-block-heading">ใกล้เลือกตั้งแล้ว ภูมิคาดหวังอะไรจากรัฐบาลบ้างมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: คุยกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ใน region นี้ที่เค้าทำงานศิลปะแล้วดูมีหนทาง มันมี funding มันมี space มันมีอะไรให้เรา express จริง ๆ อย่าง censorship ก็น้อยกว่าบ้านเรา (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading">เรื่อง censorship เป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยพูดกัน แต่มันก็สำคัญ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ถ้าเราจะพูดอะไรที่มันเสียดสีเราก็ต้อง find a tongue in cheek way เราก็ direct อะไรมากไม่ได้ in this current time ประเทศไทย แต่ภูมิหวังว่าอย่างน้อย next election ภูมิอยากให้มันมี funding for artist จริง ๆ มันสำคัญครับ people ignore it ว่า it’s not imprtant but I think it is important. (หัวเราะ) It’s my career, other people’s career it is what it is.</p>



<h2 class="wp-block-heading">ภูมิเป็นเคสที่หลายคนวิเคราะห์ว่าทำไมถึงไปได้ไกลขนาดนี้ เพราะอะไรเราเลยมาได้ถึงจุดนี้</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิว่าภูมิแค่ไม่ได้หยุดทำครับ ตั้งแต่อัลบั้มแรกออกไปเราก็ดีใจว่ามีผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนในกรุงเทพเป็นหลัก small indie band. I like making stuff, whether it’s like film music video, like poster designs art อาจจะเป็นคนที่ doesn’t get too tired creating จนวันนึงคือภูมิให้เครดิตยูทูปอัลกอริทึมมาก ๆ จากการที่เราโผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ มันคืออะไรที่ไม่ได้คาดเดา just a moment in time ที่ภูมิเสือกทำเพลงแนวนี้แถวพัทยา รูปภาพเป็นอย่างงี้ visual เป็นอย่างงี้ sound เป็นอย่างงี้ มัน suit กับ mood คน ต้นปี 2018 มันก็จะออกมาไหลไปเรื่อย มันเป็นอะไรที่เรา replicate ไม่ได้ ไม่ว่าจะแพลนกับมันขนาดไหน ว่าเพลงนี้ในช่วงนี้ ภาพแบบนี้ช่วงนี้ต้องมาชัวร์ มันเป็นอะไรที่ just by task, I think it just my willingness to make stuff and try different thing, try different genre. It’s a lot of fun to be more often the screen for me</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทั้งหมดก็คือ guts ของภูมิอย่างเดียว สัญชาตญาณล้วน ๆ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: I’d say 90% it’s like my guts 10% is like advice from people, from my label. Hey you should do this. I’m like, ummm maybe not. (หัวเราะ) ดื้อครับ เป็นคนดื้อพอสมควร หนักทางด้านนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="533" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-533x800.jpg" alt="" class="wp-image-90274" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-533x800.jpg 533w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-267x400.jpg 267w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-768x1152.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-1024x1536.jpg 1024w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-1365x2048.jpg 1365w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-600x900.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-2-1-scaled.jpg 1707w" sizes="auto, (max-width: 533px) 100vw, 533px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>Phum Viphurit</strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading">เรากดดันกับอัลบั้มล่าสุดของเรามั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ส่วนตัวคืออยากทำให้มันถึง expectation ของตัวเองที่เราเซ็ตไว้ คืองานเรา creatively sonically thematically มันต้องอีกเลเวลนึงสำหรับตัวเราเอง คือต้องให้รู้สึกว่าโตขึ้น เรื่อง reception คนเค้าจะฟังเยอะเหมือนเดิมมั้ยหรือ critical acclaim จะเหมือนกันไหม มันก็มีบ้าง แต่ secondary to my own self เราต้อง feed ego เราว่าเราต้องโตขึ้นในฐานะคนแต่งเพลง ในด้าน creative จะเป็นทางด้านนั้นมากกว่า ทุกวันนี้คนที่สนิทจริง ๆ จะรู้ว่าภูมิเป็นคนเครียดแต่คนดูไม่ออกว่าเราเครียด เราเป็นคนที่คิดเยอะมาก ทุกคนมักจะบอกว่าภูมิเครียดจากการที่กดดันตัวเอง จริง ๆ เราไม่ได้ต้อง proof อะไรอีกแล้ว ถ้าเราทำงานแล้วเราแฮปปี้ จริง ๆ แต่เราต้อง proof ตัวเอง constantly ว่าเรา growth นะ เรา explore a new thing ซึ่งมันต้องมี bar ตรงนี้ ต้องมีความเครียดกับความ satisfy บ้าง ถ้าเราไม่มีหรือไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากไป เราจะแบบ… โอเค ภูมินอนอยู่บ้านไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องทำงานอะไรที่มันรู้สึกสร้างสรรค์</p>



<h2 class="wp-block-heading">ภูมิดูเป็นคนคิดบวกมาก ๆ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: (หัวเราะ) ภูมิว่าภูมิเป็นคนคิด neutral มาก ๆ นะ shivering neutral แต่อาจจะมีเอเนอร์จี้คล้าย ๆ แบบ Hey, you know what. It might work out, if it doesn’t, it’s ok (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading">พอมาถึงจุดนี้แล้วเรารู้สึกว่า โกลเราเปลี่ยนมั้ยในการเป็นศิลปิน</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เปลี่ยนนะครับ รู้สึกว่าสมัยก่อนตอนที่มาใหม่ ๆ เรากดดันตัวเองทางด้านตัวเลขมาก แบบการที่เราจะต้องไปทัวร์มันจะต้องมีตัวเลขประมาณนี้นะถึงจะ cover cost ทุกอย่างได้ แบบต้องผู้ฟัง ต้องมีโชว์ที่ cozy ทุกวันนี้เราปล่อยวางกับมันมากขึ้น รู้สึกว่า everything happens as it meant to happen. It makes you feel a lot more at ease, like whatever comes.</p>



<h2 class="wp-block-heading">ก้าวต่อไปของภูมิหลังอัลบั้มนี้</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิอยากทำโปรเจกต์ดนตรีอีกเยอะเลยครับ ตอนนี้มีอันนึงที่ทำชัวร์คือ music for student short films ภูมิอยากทำอัลบั้มหรือ collection songs ที่มียี่สิบสามสิบเพลงที่เป็นแบบ ambient, sort of soundtrack และทุกอย่างมัน royalty free for student เพราะตอนเด็ก ๆ ตอนภูมิเรียน film school ที่มหิดล ภูมิชอบใช้ดนตรีในการ build mood แต่มันหา royaty free ในสมัยนั้นยาก ไฟล์ที่มีให้ในสมัยนั้นมันไม่ใช่อะ (หัวเราะ) ก็เลยอยากทำอัลบั้มที่เป็น ambience เป็น soundtrack ที่คนสามารถดึงไปใช้ free royalty. Something to get out of my own แบบ Phum Viphurit persona, just to make music to serve in different purpose.</p>



<h2 class="wp-block-heading">น่ารักมาก ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครคิดเหมือนกัน</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: It’s very specific ว่า music for student short films น่าจะเป็นเว็บไซต์ชื่อนั้นเลยครับ you can listen ว่าเอา mood แบบ horror ใช่มั้ย หรือจะเป็น synth vibe sci-fi แบบเอเลี่ยนกำลังบุกมา ภูมิก็จะเซ็ตเป็น category ไว้เลยว่าอยากได้ mood แบบไหน ดูดไปใช้ได้เลย ตอนเด็กภูมิต้องการอย่างนั้นมาก กว่าจะหาเว็บที่มัน royalty free แล้วรู้สึกว่าอันนี้โอเคมันยาก รู้สึกว่า it’s not fun it should be something that curated that looks aesthetically pleasing for people of that age going to college and stuff like that. I’m having a lot of fun conceptualize that และตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออยู่ครับ หนังสือเกี่ยวกับการไปทัวร์นี่แหละแต่เป็น all the shady stuffs. Not all like fabulous stuff but all the worst parts about touring. ไม่ได้ลิงค์กับตัวเองครับ inspire by true มันมีความฟิคชั่น ไม่ได้เล่าเรื่อง chronological order อีก goal นึงคืออยากเปิดร้านไอติมแถวนี้ ถ้ามีร้านแถวไฮแลนด์ว่าง ภูมิจะเปิดร้านไอติม แต่คอนเซปต์คือรสชาติจะเปลี่ยนไปทุกเดือน you จะไม่รู้ว่ามีรสอะไร but it’s something that I’ve made แล้วโลโก้จะเป็นสล็อธ</p>



<h2 class="wp-block-heading">ไว้รอไปอุดหนุน</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ช่วงนี้เป็นช่วงในชีวิตที่เรารู้สึกตัวว่า I love music. I wanna existed in the industry until very old เลยพยายามหลีกเลี่ยงให้คนติดกับภาพลักษณ์ตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ผิดถ้าเราเป็นศิลปินแล้วจะใช้ your body asset to sell. It’s fine. แต่ส่วนตัวภูมิเหนื่อย ภูมิรักใน privacy ของตัวเองมาก ไม่อยากให้คนมองเราด้วย น้องเค้าสูง น้องเค้าน่ารัก น้องเค้ายิ้มน่ารัก มันดีหมดแต่รู้สึกว่า for my intention for my work อยาก left behind the music จริง ๆ ภูมิเชื่อว่าถ้าภูมิ reverse แบบ <strong>Daft Punk</strong> อะ reverse กับ <strong>Gorillaz</strong> อยู่ดี ๆ หายไปเป็นโลโก้หายไปเป็นภาพ แต่เป็นคอนเซปต์ เราสามารถทำได้อีกหลายอย่าง ทำอาชีพนี้ได้อีกนาน that’s what I think (หัวเราะ) อาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่นี่คือคอนเซปต์ของภูมิ และ direction going forward</p>



<h2 class="wp-block-heading">เราเข้าใจภูมิมาก ๆ เพราะเราก็รู้จักเพื่อนศิลปินหลายคนที่พังเพราะว่าโดนคาดหวังด้วยความที่เป็นศิลปิน ตัวเองก็ต้องเป็นแบรนดิ้งแล้วหลาย ๆ คน รับมือกับความคาดหวังหลาย ๆ อย่างไม่ได้</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: กาลเวลามันเปลี่ยนไปครับ there’s always gonna be a fresher face มี younger artist, a fresher sound. I think it’s important that’s value your work as it is จริง ๆ สมมติ  if you are an artist, a musician, music should come first ไม่ใช่ what brand you are wearing nothing wrong with that แต่ว่ามันจะ have a different timeline จากที่ภูมิสังเกตมา คนที่เน้นไปทางด้านนี้มาก ๆ จะกอบโกยได้เยอะมาก แต่ว่า for me กับ pacing ชีวิตที่อยากจะมีในตอนนี้ going forward อยากไปแบบ wave ไปเรื่อย ๆ if it  dies it dies. At least I would have done what I wanna to</p>



<h2 class="wp-block-heading">เหมือนเพลง <em>Tail End</em></h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ใช่ครับ เหมือน Welcome Change ด้วยครับ nothing you can do you gotta welcome time change. It’s nice to evolve in this way รู้สึก happy where my mind is creatively, with ideas I have</p>



<h2 class="wp-block-heading">อยากลองทำเพลงในฟอร์แมตอื่นอีกมั้ย</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิอยากทำ soundtrack ให้วิดีโอเกม อยาก score specifically indie game ที่มันเล่นจบได้ภายในสองชั่วโมง nature based highly conceptual คือรู้สึกว่า Scoring a film would be cool but I think cooler is scoring for very high concept video game อันที่เป็น interactive. That’s the dream เลย เพราะว่าชอบเล่นเกม แล้ว it would be cool to exist in this world</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าเรากลับไปทำเพลงให้เกมที่เราชอบได้ เราอยากทำเกมอะไร อยากรู้ว่าภูมิเล่นเกมแนวไหน</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: สมัยก่อนเป็นเด็ก Fifa ไม่ได้เติมเงินนะ ภูมิเป็นสายศักดิ์ศรีมากแบบ ภูมิจะชนะทีมที่เติมเงินด้วยทีมที่เราปั้นขึ้นมาเอง ช่วงนั้นชีวิตไม่ healthy ครับ ภูมิเล่นฟีฟ่าถึงตีห้าตื่นบ่ายสอง เราไม่ยอมเติมเงิน เราสู้ต่อ ฝืนครับ goal ในตอนนั้นคืออยากมีเพลงในฟีฟ่ามากครับ (The COSMOS: วันนึงเราจะได้ยินเพลงภูมิในเกมฟีฟ่ารึเปล่า) That’s was like an original goal. แต่ตอนนี้ภูมิว่า FIFA has becomes what do you see. แล้ว money machine อะ เรา anti-capitalism เราแบบ no no not cool not cool. It’s still be cool now (หัวเราะ) อยากทำให้เกม Journey เป็นเกมไม่มี narrative ไม่มี dialogue you just walking into light</p>



<h2 class="wp-block-heading">ที่ปกเหลือง ๆ เป็นทะเลทรายเนาะ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ใช่ ๆ ครับ Journey เป็นเกม highly music, lots of space, dramatically, you’ll change อีกเกมชื่อ ABZÛ แต่แทนที่จะมีทะเลทราย มันจะเป็นดำน้ำ ไม่มี dialogue ไม่มี narrative เหมือนกัน เราต้องตีความเอง เล่นจบได้ภายใน 2 ชั่วโมง แล้วซาวด์ในนั้นดีมาก เป็น orchestral I’d love to try compose something of that scale, with basic music knowledge that I’ve got, would be very interesting experience</p>



<h2 class="wp-block-heading">จริง ๆ ก็อยากเห็นภูมิทำเพลงอิเล็กทรอนิกเหมือนกันนะ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: เริ่มทำแล้วครับ ช่วงนี้ซื้อ synth เต็มห้องเลย (The Cosmos: จะได้ฟังเร็ว ๆ นี้มั้ย) หวังว่านะครับ หวังว่าจะได้ฟังในไม่นาน</p>



<h2 class="wp-block-heading">มีวงไทยที่เราแอบเชียร์อยู่ไหม ที่อยากให้เค้าดังขึ้นมา</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: ภูมิเป็น big fan of Solitude Is Bliss รู้สึกว่า very genuine ไม่ต้องเปลี่ยนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ชอบพี่ <strong>Napat Sanidvongs</strong> something about his stuff มัน resonate with me มาก ๆ ภูมิกลับไปฟังเพลงเค้าบ่อยมาก ๆ มี some sort of energy ที่ภูมิชอบ everybody should have the chance to travel, if not globally, around asia, experience what audience is like oversea, it’s important ให้ดูว่า there’s a whole world out there with people appreciate your work ไม่ว่าจะเป็น scale น้อยหรือ scale ใหญ่ it’s once in a lifetime feeling that everybody should get to have, i hope that is happens</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทุกคนควรได้โอกาสมากกว่านี้ โดยเฉพาะจากภาครัฐเนอะ</h2>



<p><strong>ภูมิ</strong>: Would be nice, sometimes you just have to do it yourself, not waiting for anybody</p>



<h2 class="wp-block-heading">ฝากอะไรถึงคนที่เพิ่งฟัง The Greng Jai Piece</h2>



<p>ภูมิ: ขอบคุณครับที่ฟัง แล้วก็หวังว่า you get inspired by it in some sort of ways และถ้ามันไม่ได้ inspire ขนาดนั้นก็หวังว่ามันจะ bring you some sort of relief, some sort of comfort แค่นั้นแหละครับ thank you for listening</p>



<p>ถ้าชอบอัลบั้มนี้ Pre-Order ไวนิล &#8216;The Greng Jai Piece&#8217; ของ <strong>Phum Vipurit</strong> ได้ที่ <a href="https://www.cdcosmos.com/product/pre-order-phum-viphurit-the-greng-jai-piece/">CD COSMOS</a></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-1200x800.jpg" alt="" class="wp-image-90275" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-1200x800.jpg 1200w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-600x400.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-768x512.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-1536x1024.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/05/phum-5-2048x1365.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>Phum Viphurit</strong></figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/phum-viphurit-interview/">นั่งฟัง The Greng Jai Piece ทีละเพลงไปพร้อม Phum Viphurit และพูดคุยถึงความฝันอันเรียบง่ายในฐานะคนรักดนตรี</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.cdcosmos.com/transmission/phum-viphurit-interview/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยกับ H1F4 วงดนตรีที่แหวกขนบด้วยแจ๊สรูปใหม่อย่าง ‘ไร้กฎเกณฑ์’</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/h1f4-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Apr 2023 10:56:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[#1]]></category>
		<category><![CDATA[H1F4]]></category>
		<category><![CDATA[Instrumental]]></category>
		<category><![CDATA[Jazz]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=90206</guid>

					<description><![CDATA[<p>Story: Nattharinee C. หากจำไม่ผิด เราเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2019 ปีเดียวกับปีที่ปล่อยอัลบั้ม ‘#1’ ผ่านการแนะนำบนโซเชียลมีเดียแบบปากต่อปากว่าควรหาโอกาสดูสดให้ได้สักครั้ง บวกกับช่วงนั้นวงการเพลงไทยนอกกระแสเริ่มกลับมาคึกคัก หลายวงดนตรีเจ๋ง ๆ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น หนึ่งในลิตส์นั้นคือ H1F4 เอชวันเอฟโฟร์คือวงดนตรีจากอดีตห้านักศึกษาคณะดุริงยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ชื่นชอบบรรเลงเสียงและหลงใหลในการอิมโพรไวส์ที่ส่วนตัวเราคิดว่าน่าสนใจไม่น้อย ทั้งฝีไม้ลายมือเวลาเพอร์ฟอร์ม และการนำแนวพังค์ เอ็กซ์เพอร์ริเมนทัล โพรเกรสซิฟ ไซเคเดลิกร็อค ไปจนถึงเวิลด์มิวสิคอย่าง Thai-Tradiotional มาประยุกต์ ต่อยอดทักษะบนโครงสร้างแจ๊สที่มีเป็นทุนเดิม ผสานบรรยากาศความเงียบแต่คลุ้มคลั่ง คั่วบดจนได้งานเพลงชนิดแปลกหู สังเกตจากลูกกรุง “รำวงชมสวรรค์” สุดไพเราะเสนาะหูของกลุ่มขับร้องสุนทราภรณ์ที่ประพันธ์โดย สมศักดิ์ เทพานนท์ และเพลง “แมงมุมลายตัวนั้น” เวอร์ชั่น Sunny Trio &#38; Natt Buntita band สู่ผลงาน “MONG” ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่พวกเขาหยิบจับท่วงทำนอง มงแซะมงแซะ…แซะมงตะลุ่มตุ้มมง มาเรียบเรียงใหม่จนเกิดเป็นอาร์ตฟอร์มสุดพิศวง ทำให้ทุกบทเพลงในอัลบั้มเต็มชุดแรกคลับคล้ายคลังเก็บสรรพเสียงซึ่งเชื่อมรอยต่อระหว่างยุคสมัยแห่งเพลงไทยสากลและรสชาติหลากสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สำหรับใครที่ยังไม่เคยสัมผัสพลังลึกลับจากพวกเขา Transmission จะพาไปทำความรู้จักอีกหนึ่งวงบ้าดีเดือดและค่อนข้างมีฝีมือร้ายกาจในแวดวงอันเดอร์กราวนด์ประจำปีนี้ อะไรคือแรงบันดาลใจที่เป็นเสน่ห์ของดนตรีพันธุ์ทดลองที่พวกเขาอยากเล่าให้ฟัง สมาชิก H1F4</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/h1f4-interview/">คุยกับ H1F4 วงดนตรีที่แหวกขนบด้วยแจ๊สรูปใหม่อย่าง ‘ไร้กฎเกณฑ์’</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Story</strong>: Nattharinee C.</p>



<p>หากจำไม่ผิด เราเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2019 ปีเดียวกับปีที่ปล่อยอัลบั้ม ‘#1’ ผ่านการแนะนำบนโซเชียลมีเดียแบบปากต่อปากว่าควรหาโอกาสดูสดให้ได้สักครั้ง บวกกับช่วงนั้นวงการเพลงไทยนอกกระแสเริ่มกลับมาคึกคัก หลายวงดนตรีเจ๋ง ๆ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น หนึ่งในลิตส์นั้นคือ H1F4</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-800x800.jpg" alt="" class="wp-image-90210" width="426" height="426" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-800x800.jpg 800w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-400x400.jpg 400w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-280x280.jpg 280w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-768x768.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-1536x1536.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-300x300.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-600x600.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1-100x100.jpg 100w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/Album-‘1.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 426px) 100vw, 426px" /><figcaption class="wp-element-caption">ปกอัลบั้ม #1 ของ H1F4</figcaption></figure>



<p>เอชวันเอฟโฟร์คือวงดนตรีจากอดีตห้านักศึกษาคณะดุริงยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ชื่นชอบบรรเลงเสียงและหลงใหลในการอิมโพรไวส์ที่ส่วนตัวเราคิดว่าน่าสนใจไม่น้อย ทั้งฝีไม้ลายมือเวลาเพอร์ฟอร์ม และการนำแนวพังค์ เอ็กซ์เพอร์ริเมนทัล โพรเกรสซิฟ ไซเคเดลิกร็อค ไปจนถึงเวิลด์มิวสิคอย่าง Thai-Tradiotional มาประยุกต์ ต่อยอดทักษะบนโครงสร้างแจ๊สที่มีเป็นทุนเดิม ผสานบรรยากาศความเงียบแต่คลุ้มคลั่ง คั่วบดจนได้งานเพลงชนิดแปลกหู</p>



<p>สังเกตจากลูกกรุง “รำวงชมสวรรค์” สุดไพเราะเสนาะหูของกลุ่มขับร้องสุนทราภรณ์ที่ประพันธ์โดย สมศักดิ์ เทพานนท์ และเพลง “แมงมุมลายตัวนั้น” เวอร์ชั่น Sunny Trio &amp; Natt Buntita band สู่ผลงาน “MONG” ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่พวกเขาหยิบจับท่วงทำนอง มงแซะมงแซะ…แซะมงตะลุ่มตุ้มมง มาเรียบเรียงใหม่จนเกิดเป็นอาร์ตฟอร์มสุดพิศวง ทำให้ทุกบทเพลงในอัลบั้มเต็มชุดแรกคลับคล้ายคลังเก็บสรรพเสียงซึ่งเชื่อมรอยต่อระหว่างยุคสมัยแห่งเพลงไทยสากลและรสชาติหลากสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างลงตัว</p>



<p>สำหรับใครที่ยังไม่เคยสัมผัสพลังลึกลับจากพวกเขา Transmission จะพาไปทำความรู้จักอีกหนึ่งวงบ้าดีเดือดและค่อนข้างมีฝีมือร้ายกาจในแวดวงอันเดอร์กราวนด์ประจำปีนี้ อะไรคือแรงบันดาลใจที่เป็นเสน่ห์ของดนตรีพันธุ์ทดลองที่พวกเขาอยากเล่าให้ฟัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-1065x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90207" width="840" height="630" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-1065x800.jpeg 1065w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-533x400.jpeg 533w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-768x577.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-1536x1154.jpeg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members-600x451.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/H1F4-Members.jpeg 2048w" sizes="auto, (max-width: 840px) 100vw, 840px" /><figcaption class="wp-element-caption">H1F4</figcaption></figure>



<p><strong>สมาชิก H1F4</strong> <br>เบนซ์ &#8211; รัตนพงษ์ พุ่มลอยฟ้า (เบส) <br>แฮม &#8211; ฐาณิศฐ์ สินธารัตนะ (กีตาร์ไฟฟ้า) <br>กร &#8211; กร วิชิตทรัพยากร (กลองชุด) <br>กิต &#8211; กนกพงศ์ ตันติเสวี (คีย์บอร์ด, ซินธิไซเซอร์) <br>เอิร์ม &#8211; ธนพัฒน์ อนันตกฤตยาธร (กีตาร์ไฟฟ้า)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ช่วยเล่าขั้นตอนการทำงานคร่าว ๆ ของเพลงแรกจนมาถึงอัลบั้ม #1 ได้ไหมคะ?</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : เริ่มแรกผมจะแต่งพวกคอร์ด อัดเสียงเดโม่เก็บใส่คอมไว้ก่อน และเพื่อความคุ้นชิน ผมจะใช้วิธีเปิดลูปวนไปเรื่อย ๆ ใส่เมโลดี้เข้าไปทีละนิดละหน่อย พอเพลงมันเริ่มได้ที่ประมาณหนึ่งก็ลองหยิบไอเดียของแต่ละคนในช่วงที่ระดมสมองมาจัดวางดู นัดกันเข้าห้องซ้อม แจมกันไปสักพักจนกระทั่งวงคิดว่าโอเคละ จึงค่อยอัดเสียงแบบจริงจัง อย่างเพลง “MONG” ผมไปอัดเสียงที่ The Creative Music Studio ของพี่ซันนี่-รัตนะ วงศ์สรรเสริญครับ ตอนนั้นมีโจทย์ว่าจะทำออกมายังไงให้มีความเป็นไทยกับตะวันตกผสมอยู่ด้วยกัน จนได้ฟัง “แมงมุมลายตัวนั้น” ของวง Sunny Trio &amp; Natt Buntita เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ลองทำเพลงประมาณนี้ออกมา</p>



<p>ส่วนอัลบั้มเต็มก็ใช้วิธีการเดียวกันเลยครับ เพียงไปบันทึกเสียงที่ Flower Dog Studio หรือห้องอัดของแนท Summer Dress แทน แนทเป็นคนมิกซ์และมาสเตอร์เพลงในอัลบั้มนี้ทุกเพลง โดยเราจะเน้นอัดพร้อมกันทุกเพลงเพราะอยากให้มันสดใหม่ คือแอบวาดภาพในหัวไว้ว่าอยากให้ความรู้สึกเหมือนกับการที่เราออกไปเล่นคอนเสิร์ต เลยพยายามอัดรวดเดียวจบภายในวันเดียว บอกตรง ๆ ว่าเหนื่อยมากครับ (หัวเราะ) ยังไงลองไปฟังกันดูครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แสดงว่าสมาชิกในวงเองก็ชอบฟังเพลงลูกกรุง-ไทยเดิมด้วยหรือเปล่า?</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : ปกติสมาชิกในวงจะฟังอะไรคล้ายกันอยู่ครับ พวกเราชอบเสียงเครื่องดนตรีเก่า ๆ ซึ่งเพลงไทยเดิมก็จะมีเสียงเครื่องดนตรีประเภทนี้ประกอบอยู่ด้วย ยกตัวอย่าง ระนาด ซอ พิณ ฯลฯ ผมคิดว่าเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ไทยเดิม หมอลำ สามช่ามันอยู่ในสายเลือดคนไทยอยู่แล้ว เพราะเราอาจมักได้ยินจากผู้ใหญ่เปิดตอนเด็ก ๆ และมันมีเสน่ห์ในตัวของมันเองด้วยครับ</p>



<p>กร : ส่วนตัวผมจะได้ยินจากคุณพ่อที่เขาชอบเปิดเพลงสไตล์ลูกทุ่งอะไรพวกนี้ครับ คงได้ซึมซับมาบ้างไม่มากก็น้อย จนได้มีโอกาสมาทำโปรเจกต์ H1F4 แล้วพี่เบนซ์ลองเอาเพลงมงแซะที่รีอะเรนจ์ใหม่มาเล่นให้ฟัง ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านอะไรเลย ความรู้สึกตอนนั้นถือว่าเปิดโลกมาก ๆ ครับ ต้องกราบขอบคุณพี่เบนซ์ (หัวเราะ)</p>



<p>แฮม : ผมได้ยินผ่านหูมาตั้งแต่เด็กเช่นเดียวกันครับ แต่มีโอกาสได้ลองศึกษาอย่างละเอียดขึ้นถึงที่มาของลูกกรุง ลูกทุ่ง และดนตรีชาติพันธุ์ก็ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงที่ทำงานอัดเสียงตามชุมชน และเคยทดลองทำเพลงกลิ่นอายจากดนตรีในประเทศไทยกับวงขนิษฐา (Kanitha) ก่อนที่จะมาทำวงนี้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>และขอบเขตการนำศิลปะแบบ Tradiotional Form มาประยุกต์ใหม่ ควรกำหนดไหมว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าฟรีฟอร์มไม่ตายตัว?</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : พวกเราไม่ได้กำหนดเลยครับ ถึงข้อนี้ผมจะสับสนตัวเองอยู่บ้าง (หัวเราะ) ช่วงเริ่มใหม่ ๆ วงค่อนข้างไปทางฟรีฟอร์ม แต่พอเล่นไปสักพัก ความรู้สึกมันจะบอกเองว่าควรมากกว่านี้หรือลดน้อยลงมา ทุกอย่างมันควรจะพอดี ไม่โดด ไม่แหกกฎเกินนัก ทำให้เพลงไปในทิศทางเดียวกัน เส้นเรื่องเดียวกันครับ</p>



<p>แฮม : วงเราจะมีโครง / กรอบ / ฟอร์ม ก็คือตัวเพลงที่พี่เบนซ์แต่งมา ซึ่งจะมีส่วนผสมจากดนตรีสไตล์ต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ แม้เล่นกันจนจำเมโลดี้ได้แล้ว แต่บางครั้งพอเล่นด้วยกันจริง ๆ เราจะเน้นการฟังเป็นหลัก เพราะบางทีสมาชิกบางคนก็จะเล่นไปอีกแบบ แตกต่างจากตอนซ้อม เราเลยต้องใช้วิธีฟังเพื่อตอบสนองกับเสียงนั้น ทำให้การอิมโพรไวส์เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อวงเราครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1187" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-1187x800.jpg" alt="" class="wp-image-90208" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-1187x800.jpg 1187w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-594x400.jpg 594w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-768x517.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-1536x1035.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-2048x1380.jpg 2048w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000065-2-600x404.jpg 600w" sizes="auto, (max-width: 1187px) 100vw, 1187px" /><figcaption class="wp-element-caption">H1F4</figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พอเป็นวงที่ใช้รูปแบบการนำเสนอเป็นดนตรีบรรเลงแล้ว ข้อดีหรือความยากง่ายของมันคืออะไร?</strong> </h2>



<p>กร : ความยากน่าจะเป็นเรื่องในการเล่นโชว์แต่ละครั้งครับ เพราะมันจะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ข้อดีในมุมมองของผมคือมันจะมีความสดใหม่ทุกครั้งเวลาที่ทีมนี้ได้เล่นด้วยกันเสมอ เหมือนกับว่าพวกเราได้พูดคุยกันผ่านเสียงดนตรีที่เราเล่น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ตั้งใจฟังเสียงคนในทีมว่าเล่นอะไรอยู่ด้วยตลอดเวลาครับ</p>



<p>เบนซ์ : ประมาณว่าเราจะได้เล่าเรื่อง บอกความรู้สึกผ่านเครื่องดนตรีนั้นมากขึ้นครับ</p>



<p>เอิร์ม : ผมคิดว่าเรื่องท้าทายที่สุดคือการเล่นและการสื่อสารกันในวง ณ ขณะนั้นว่าเราเล่นออกมาเป็นยังไง บางทีผมอาจจะเล่นล้อกับพี่แฮมหรืออาจจะเล่นไปคนละเรื่องเลย ถ้าเราลองไปทางไหนแล้วมันไม่เวิร์คหรือไม่เข้ากับวงก็ต้องพยายามหาทางอื่นไปต่อ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความเข้าใจที่มีต่อ ‘Jazz’ ของแต่ละคน</strong> </h2>



<p>แฮม : จากประวัติเท่าที่ผมทราบมา แจ๊สเป็นดนตรีที่เริ่มต้นจากกรอบทางวัฒนธรรมของคนแอฟริกัน-อเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้น 20 ซึ่งสหรัฐอเมริกาในยุคนั้นเป็นเหมือน Melting Pot หรือหม้อที่หลอมรวมวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก ทั้งส่วนผสมจากดนตรีแอฟริกัน ยุโรป หรือเพลงมาร์ชเป็นต้น แต่ละยุคของดนตรีแจ๊สก็จะมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน อย่างยุคสวิงจะเน้นจังหวะสวิงจัด ๆ เพื่อให้เกิดจังหวะที่เต้นรำได้ เอนเตอร์เทนคนดูได้ ซึ่งปัจจุบันกระแสหลักมันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว เพลงแจ๊สใหม่ ๆ แทบไม่เล่นจังหวะสวิงกันแล้ว ทำให้การระบุลักษณะเฉพาะของดนตรีแจ๊สเป็นได้ยากพอสมควรครับ ประเด็นเลยอยู่ที่ว่าประวัติศาสตร์และบริบทของแต่ละช่วงเวลามันทำให้เกิดคาแรคเตอร์ทางดนตรีแบบไหน แต่ส่วนตัวก็ยังคิดว่าสกิลการอิมโพรไวส์ยังคงปรากฎในแจ๊สทุกยุคทุกสมัย</p>



<p>เอิร์ม : เรียนตามตรงว่าผมยังไม่สามารถนิยามคำว่าแจ๊ส ได้จริง ๆ หรือแปลว่าอะไร ถ้าให้ผมตอบ ผมคิดว่าคำตอบของพี่แฮมน่าจะเป็นข้อมูลที่ให้นิยามคำว่าแจ๊สได้ครับ</p>



<p>กร : แจ๊สสำหรับผมคือ Improvised Music ไม่มีตีกรอบว่าจะต้องเป็นยังไงแต่ไม่เชิงว่าจะหลุดโลกเกินไปอะไรแบบนี้ครับ</p>



<p>กิต : สำหรับผมคิดว่าแจ๊สเป็นดนตรีที่เกี่ยวข้องกับการอิมโพรไวส์เป็นหลัก โดยอีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้แตกต่างออกไปจากเดิม หรือทำให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นในความชอบของแต่ละคนอย่างอิสระ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พื้นฐานหรือการมี Strong Foundation สำคัญไหม? หรือในมุมมองของนักดนตรี มีอะไรอยากแนะนำสำหรับคนที่สนใจหัดเล่นใหม่ ๆ หรือเปล่า</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : ควรมีครับ การเล่นดนตรีหลัก ๆ เลยคือจังหวะ (Rhythm) หากเราอยู่กับจังหวะของเพลงได้ก็จะทำให้เพลงนั้นเราเล่นได้อย่างสมบูรณ์ครับ อยากให้ฝึกทุกแนว ฟังทุกแนว อย่าพึ่งไปจำกัดแนวเพลง ลองฝึกไปเรื่อย ๆ ก่อนแล้วเดี๋ยวลายเซ็นต์หรือเอกลักษณ์ในการเล่นดนตรีของเราจะออกมาเองครับ</p>



<p>กร : เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่เบนซ์ตอบไปเลยครับ ใดใดก็ตามเรื่องเบสิคมันสำคัญมาก ๆ ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีชนิดไหนก็ตาม แต่ละแนวมันจะมีความพิเศษที่แตกต่างกันออกไปอยู่ครับ</p>



<p>เอิร์ม : พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุก ๆ เรื่องครับ ไม่ว่าเรื่องดนตรีหรืออะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะถ้าเรายังไม่มีความเข้าใจขั้นพื้นฐานแล้วสนใจในเรื่องที่ยากหรือซับซ้อนกว่า สุดท้ายเราอาจจะไม่เข้าใจมันและต้องกลับมาศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งผมเคยประสบกับตัวเองแล้วรู้สึกเสียเวลามากครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ล่าสุดเราเห็นเพลย์ลิสต์ที่แชร์กับวง JPBS ค้นพบว่ามีวงที่น่าสนใจหลายชื่อเลย ส่วนตัวมีศิลปินคนไหนที่ชื่นชอบจนอยากบอกต่อหรือเปล่า</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : black midi ครับ (มันส์ใน)</p>



<p>กร : Deerhoof สุดยอดวงที่มีครบทุกรสชาติ ตามด้วย Omar Rodriguez Lopez Group, Halo Orbit และ David Bowie’s Black Star album สามชื่อนี้คือแรงบันดาลใจของผมในช่วงแรก ๆ ที่ทำวงกับ H1F4 ครับ</p>



<p>เอิร์ม : Nine Inch Nails ครับ นับเป็นวงแรกที่ทำให้ผมสนใจและสนุกกับการฟังเพลงอิเล็กทรอนิกส์จริง ๆ</p>



<p>แฮม : Silver Apples เก่าแต่ล้ำเสมอครับ</p>



<p>กิต : Anal Cunt ครับ พวกเขาเป็นวงแนวกรินด์คอร์ (Grindcore) วงหนึ่งที่ผมคิดว่าค่อนข้างมีอิสระมากเป็นพิเศษ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฝากผลงานทิ้งท้ายพร้อมมุมมองที่มีต่อ Underground Music Scene ในประเทศ ณ ตอนนี้กันหน่อย</strong> </h2>



<p>เบนซ์ : ผมคิดว่าคนที่ชอบฟังแนวนี้เริ่มมีเยอะขึ้นเช่นเดียวกับนักดนตรีที่ผลิตผลงานแนวนี้ออกมาให้ฟังแล้วครับ ถ้ามีการเข้ามาสนับสนุนจากทางภาครัฐและสื่อ วงการดนตรีไทยหรือแม้แต่ซีนมิวสิคอันเดอร์กราวนด์เองก็จะดีมีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากลได้แน่นอน ยังไงอดใจรออัลบั้มที่สองของพวกเราอีกสักนิดนะครับ กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำเพลงครับผม</p>



<p>กร : ซีดีอัลบั้ม #1 ของพวกเรายังมีให้ทุกคนจับจอง ช่วยกันสนับสนุนอยู่นะครับ สนใจติดต่อทักแชทพวกเรามาได้เลย!</p>



<p>เอิร์ม : ติดตามวง H1F4 ได้ทาง <a href="https://www.facebook.com/h1f4music">Facebook</a>, <a href="https://www.instagram.com/_h1f4/">Instagram</a> และ <a href="https://open.spotify.com/artist/2VMcVbQX9bM92fa6lzKZFO?si=B315inoKSRuEX7zVe816mw">Spotify</a> นะครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1187" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-1187x800.jpg" alt="" class="wp-image-90209" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-1187x800.jpg 1187w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-594x400.jpg 594w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-768x517.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-1536x1035.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-2048x1380.jpg 2048w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/000044-2-600x404.jpg 600w" sizes="auto, (max-width: 1187px) 100vw, 1187px" /><figcaption class="wp-element-caption">H1F4</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/h1f4-interview/">คุยกับ H1F4 วงดนตรีที่แหวกขนบด้วยแจ๊สรูปใหม่อย่าง ‘ไร้กฎเกณฑ์’</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยากที่จะคาดเดา! The Whitest Crow อยากให้คุณตื่นเต้นไปกับทุกการปล่อยเพลงใหม่ของพวกเขา</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/the-whitest-crow-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Apr 2023 07:56:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[genie records]]></category>
		<category><![CDATA[Rock]]></category>
		<category><![CDATA[The Whitest Crow]]></category>
		<category><![CDATA[หวานเป็นลมขมเป็นบ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=90141</guid>

					<description><![CDATA[<p>Story: Montipa Virojpan and Peerapong Kaewtae Photos: Genie Records เมื่อได้ข่าวว่า The Whitest Crow วงอัลเทอร์เนทิฟร็อกจัดจ้านจาก Genie Records จะปล่อยเพลงใหม่ชื่อ ‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’ เราก็ตั้งตารอจะได้ฟังพร้อมกับทุกคนในวันที่ 20 เมษายน และเมื่อวันนั้นมาถึง ช่อง YouTube ของเราสแตนบายพร้อมแล้วที่จะกดเล่นในเวลาเที่ยงตรง เพียงแค่อินโทรขึ้นมาเราก็ตาลุกวาวทันที เพราะกลิ่นอายดนตรีแบบอินดี้ร็อกผสมนีโอไซเคเดเลีย หรือจะเรียกว่าแบ็กกี้แบบพวกวง Madchester ตอนปลาย 80-90s ก็ไม่ผิด แล้วยังใส่จังหวะกลองเร็กเกตอนชวนสะบัดสะโพกในท่อนคอรัส กับท่อนดรอปพ่นโฟลวแรปแบบเท่จะบ้า จนเมื่อจบเพลงเราก็กดเล่นซ้ำวนแบบหยุดไม่ได้ หลังจากปล่อยเพลงใหม่ไปได้เพียง 2 ชั่วโมงกว่า The Whitest Crow ก็เดินทางมาพบกับ The COSMOS ถึงที่ออฟฟิศเพื่อบอกเล่าเบื้องหลังความฉีกของซิงเกิ้ลที่ 5 กับมิวสิกวิดิโอที่จำกัดความว่า ‘ปล่อยใจฝัน’ และสารพันบันเทิงที่สนุกทุกครั้งเมื่อได้เจอกับพวกเขาทั้ง 4 คน ใน Transmission สมาชิก</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/the-whitest-crow-interview/">ยากที่จะคาดเดา! The Whitest Crow อยากให้คุณตื่นเต้นไปกับทุกการปล่อยเพลงใหม่ของพวกเขา</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Story</strong>: Montipa Virojpan and Peerapong Kaewtae <br><strong>Photos</strong>: Genie Records</p>



<p>เมื่อได้ข่าวว่า <strong>The Whitest Crow</strong> วงอัลเทอร์เนทิฟร็อกจัดจ้านจาก Genie Records จะปล่อยเพลงใหม่ชื่อ <em>‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’</em> เราก็ตั้งตารอจะได้ฟังพร้อมกับทุกคนในวันที่ 20 เมษายน</p>



<p>และเมื่อวันนั้นมาถึง ช่อง YouTube ของเราสแตนบายพร้อมแล้วที่จะกดเล่นในเวลาเที่ยงตรง เพียงแค่อินโทรขึ้นมาเราก็ตาลุกวาวทันที เพราะกลิ่นอายดนตรีแบบอินดี้ร็อกผสมนีโอไซเคเดเลีย หรือจะเรียกว่าแบ็กกี้แบบพวกวง Madchester ตอนปลาย 80-90s ก็ไม่ผิด แล้วยังใส่จังหวะกลองเร็กเกตอนชวนสะบัดสะโพกในท่อนคอรัส กับท่อนดรอปพ่นโฟลวแรปแบบเท่จะบ้า จนเมื่อจบเพลงเราก็กดเล่นซ้ำวนแบบหยุดไม่ได้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า - THE WHITEST CROW「Official MV」" width="1020" height="765" src="https://www.youtube.com/embed/laQAELHqlo8?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p>หลังจากปล่อยเพลงใหม่ไปได้เพียง 2 ชั่วโมงกว่า <strong>The Whitest Crow</strong> ก็เดินทางมาพบกับ <em>The COSMOS</em> ถึงที่ออฟฟิศเพื่อบอกเล่าเบื้องหลังความฉีกของซิงเกิ้ลที่ 5 กับมิวสิกวิดิโอที่จำกัดความว่า ‘ปล่อยใจฝัน’ และสารพันบันเทิงที่สนุกทุกครั้งเมื่อได้เจอกับพวกเขาทั้ง 4 คน ใน <em>Transmission</em></p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://mcke3z.notion.site/image/https%3A%2F%2Fs3-us-west-2.amazonaws.com%2Fsecure.notion-static.com%2Faa00ad47-b27f-4fb4-97f8-5083eb8f0216%2F1D_BAND_PROFILE_2.jpg?id=b82902b2-ad88-4463-8bd7-8e36c782c469&amp;table=block&amp;spaceId=533029f4-c886-4216-a436-12779e352dda&amp;width=2000&amp;userId=&amp;cache=v2" alt="" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<p>สมาชิก <strong>The Whitest Crow</strong><br>ไตเติ้ล—ปฏิภาณ สุวรรณสิงห์ (ร้องนำ) <br>อ๋อง—วิศวชาติ สินธุวณิก (กีตาร์) <br>แบงค์—นนทพัทธ์ พรหมจาต (เบส) <br>เบ็น—นัทธพงศ์ พรหมจาต (กลอง)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพลงของวงอื่น ๆ มักจะปล่อยกันตอนเที่ยงคืน ทำไมเราถึงปล่อยตอนเที่ยงวัน</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ปกติมันจะมีเวลาปล่อยเพลงที่คนคุ้นชินอยู่แล้ว เราอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ เหมือนลองทำเพลงใหม่ ๆ ค่ายเองก็มีอะไรใหม่ ๆ ให้ลองเหมือนกัน เราก็ลองให้ทุกคนได้ฟังตั้งแต่กลางวันเลย อากาศร้อน ๆ ฟังเพลงสบาย ๆ&nbsp; (หัวเราะ)</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ปล่อยตอนเที่ยง</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เหมาะกับพักเที่ยงกินข้าว เพลงมันอัปบีตด้วยไง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แต่ก็ทำงานดีอยู่นะ ปล่อยมาแปปเดียวหมื่นกว่าวิวแล้ว</strong></h2>



<p><strong>TWC:</strong> หรออออ</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> เช็กแปป… 14,000 แล้ว</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ล่าสุดยอดวิวทีเซอร์เราแซงเพลงเก่าไปแล้ว (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สารตั้งต้นของเพลง ‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เราเป็นคนเบื่อง่ายด้วยแหละ ถ้าทำเพลงแบบเดิมก็ฟังเพลงเก่าดีกว่า ก็เลยลองอะไรใหม่ ๆ ปกติเราเป็นคนที่ทำการบ้าน ทำเพลงส่งให้เพื่อน ๆ ฟังแหละว่าแบบนี้ดีรึเปล่าวะ ขึ้นเพลงจากริฟฟ์กีตาร์ ตอนทำ <strong>The Whitest Crow</strong> ก็เข้าห้องซ้อมแล้วไปนั่งแจมกัน แล้วก็ใช้ไมค์ซูมโง่ ๆ อัดมา ลองโปรแกรมมิงเขียนนู่นเขียนนี่กัน แต่พอได้มาทำ <strong>S.O.L.E.</strong> เราก็ลองวิธีอีกแบบ ใช้ลูป หรือแซมป์มาขึ้นเพลงก่อน พอทำ <em>‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’</em> ก็เลยลองเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบใหม่ คือการเริ่มจากบีต เลยทำให้ดูเหมือนไม่ได้เริ่มจากแบนด์ แต่สุดท้ายก็ยังมีกำพืดเดิม คือริฟฟ์กีตาร์แบบเดิม ชีวิตนี้คือกูไล่สเกลได้แค่นี้แหละ (หัวเราะ) แบบโครเมติก แต่เฮ้ย! พอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันน่าสนใจ มันเข้ากัน</p>



<p>แล้วถามว่า หยิบอันไหนมาเป็นห้องสมุดเพลงหรือวัตถุดิบ จริง ๆ มันมาเหมือนจากกำพืด พอยต์แรกเราชอบอะไรที่มันมีความ jungle ดิบ เหมือน <strong>John Frusciante</strong> ที่จิตหลุดไปไกล (หัวเราะ) เราเริ่มเล่นกีตาร์เพราะจอห์นเหมือนกันนะ แต่พอเจอจอห์นเวอร์ชันปัจจุบันแล้วเขาแบบ… น้าเขาทำอะไรแล้ววะ แต่ผมก็ชอบน้าแบบนี้นะครับ ก็เลยได้อิทธิพลมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่พอมาอยู่ในโครงของเพลงแล้วมันมีองค์ประกอบโดยรวม มีกีตงกีตาร์ มันก็ดูเป็น Madchester โดยอัตโนมัติ มันมีสันดานบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจนึกถึงมัน แต่สุดท้ายมันก็ออกมามีมู้ดแบบนี้อยู่ดี เหมือนเป็นอะไรที่เรามีแล้วเราทิ้งไม่ได้ ด้วยปัจจุบันเราเองก็หาเพลงใหม่ฟังเรื่อย ๆ วงร็อกอย่างเราก็ฟัง <strong>NewJeans</strong> (หัวเราะ) หรืออย่าง <strong>Bring Me the Horizon</strong> หลัง ๆ ก็มีอิทธิพลกับเรา พอมี <strong>Jordan Fish</strong> เข้ามาแล้วมันเปลี่ยนไปเยอะ ความใหม่ ความสด ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ เราอยากให้เพลงสนุกขึ้นด้วยแหละ ใส่ส่วนผสมนั่นนี่เข้าไป มันคือการทดลองในโปรแกรม โยนไฟล์กันไปมา อัดนู่นอัดนี่ เลยออกมาเป็นกลิ่นประมาณนี้</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เหมือนพอลองเล่นไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆ แคร็กออกมาเอง</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> จริง ๆ เพลงนี้มีหลายเวอร์ชันมากนะ ท่อนฮุกเราพัฒนามาเรื่อย ๆ ตอนแรกจะเป็นเฮาส์ เทคโนเลย แล้วเราเอาไปเล่นสดก่อนเข้าห้องอัดด้วยซ้ำ แต่เป็นอีกเวอร์ชันที่ย้วย ๆ จะหนืดกว่านี้ แล้วพอเล่นไปเล่นมาระหว่างทางเจอจุดความสนุก มันเลยค่อย ๆ ตบ ๆ จนกลายเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"></h2>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-640x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90142" width="640" height="800" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-640x800.jpeg 640w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-320x400.jpeg 320w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-768x960.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-1229x1536.jpeg 1229w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-1638x2048.jpeg 1638w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy-600x750.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_TLE_PROFILE_copy.jpeg 2000w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption">ไตเติ้ล <strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มิวสิกวิดิโอได้แรงบันดาลใจจาก ‘ซินเดอเรลล่า’ กับตัวเอกที่ชวนนึกถึง Renton จากหนังเรื่อง ‘Trainspotting’</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เราอยากได้คนแซบ ๆ มาทำให้ น้อง ตั๋ง—พนิช พงษ์พานิช ก็เป็นอีกคนที่เรามองไว้อยู่แล้วว่าถ้ามีโอกาสทำอะไรแบบนี้ก็อยากให้เขาเป็นคนทำ ซึ่งตั๋งก็จับใจความเพลงท่อนนึงที่ว่า ‘บอกลากันที่เที่ยงคืน’ เลยดูเป็นซินเดอเรลล่าโดยอัตโนมัติ ก็เลยเอาเรื่องมาฟลิปเป็นไส้ในที่แอบซ่อนไว้ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นยังไง เล่าด้วยอีกวิธีนึง ตัวเอกก็ไม่ได้เป็นเจ้าหญิง <em>(<strong>The COSMOS:</strong> ซินเดอเรลล่าเล่นยา?)</em> (หัวเราะ) มันมีรองเท้าแก้วอยู่นะ! ตั๋งใช้คีย์เวิร์ดนึงเราชอบมาก เรียกว่า ‘โลกปล่อยใจฝัน’ ก็เลยออกมาเป็นทรงนี้แหละ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพลงของผู้ชายที่มีน้ำตา</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เราไม่ได้พยายามไปจัดหมวดหมู่มันขนาดนั้น เราแค่เล่าเรื่องที่เราเจอมากกว่า เพราะถ้าเราไปบอกว่ากลาง ๆ มากเลยมันก็ไม่จริง เพราะเพลงพวกนี้มันเล่ามากจากประสบการณ์ของเราเอง รู้สึกว่าอันนี้คือเรื่องที่เราอยากจะเล่าให้ทุกคนฟัง เผื่อว่ามีคนพบเจอแล้วรู้สึกถึงสิ่งเดียวกัน ก็เลยเรียกมันว่าเป็นเพลงของ ‘ผู้ชายที่มีน้ำตา’</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เราไม่ได้ตั้งใจที่จะล้อไปกับเทรนด์ sad boy ขนาดนั้น เราเคยมีช่วงที่มานั่งหา persona ของวง (<strong>เติ้ล:</strong> ว่าถ้า <strong>The Whitest Crow</strong> เป็นคน จะเป็นคนแบบไหน) แล้วเราดันไปเชื่อมโยงกับการเป็นผู้ชายเจ้าของบาร์ แล้วมีรุ่นน้องมาร้องไห้ใส่ เราคงเป็นผู้ชายแบบนั้น</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> ผู้ชายนั่งหน้าบาร์ ร้องไห้บ้างก็ได้</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เหมือนรุ่นพี่ในร้านเหล้าอะ เรื่องความ ‘ชายแท้’ Hercules อะไรมันมีมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว คือเราว่าเรื่องเพศมันไปไหนต่อไหนแล้ว เราแค่จะบอกว่าผู้ชายก็ร้องไห้ ก็เรื่องปกติ เป็น fact เป็นอีกสเปกตรัมนึงของความรู้สึกของเพศนี้แบบนี้ เราไม่ต้องแข็งแกร่ง หรือต้องชนแก้วเหล้าทำตัวห่าม ๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เคยคิดไหมว่าตัวละครใน 5 เพลงที่ปล่อยมา เป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกัน</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ถ้าคนเดียวกันจะดูเป็นบ้ามากเลยนะ (หัวเราะ) แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือทุกคนที่อยู่ในอัลบั้มเราแชร์โมเมนต์เดียวกัน จะมีความเหมือนเป็นบ้านที่มีคนพวกนี้อยู่ด้วยกัน คือมันไม่มีทางที่จะเป็นคนคนเดียวกันได้ แต่ละคนจะมีห้องห้องนึงของตัวเอง เล่าเรื่องแบบนึง แต่มันอาจจะมีซับเซ็ตว่า คนนี้ของเพลงนี้ กับคนนี้ของเพลงนี้ อาจจะเป็นคนเดียวกันได้ หรืออาจจะเห็นเรื่องราวของคนอื่น แต่ว่าตัวเองไม่ต้องรู้สึกตามก็ได้ ประมาณนั้น เพราะจริง ๆ ในเชิงวิชวลมันจะคล้าย ๆ อัลบั้ม <em>‘Feather Bureau’</em> ที่เป็นวงล้อสี คือมันจะมีสเปกตรัมความเศร้าคนละแบบ แล้วเราหยิบตรงนั้นมาเล่าให้มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะอันนั้นเรายังทำไม่ครบ EP ก็มาเริ่มทำอันนี้เลย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงชอบหยิบเอาวลีที่ใช้แพร่หลายหรือสำนวนมาบิดแล้วตั้งเป็นชื่อเพลง</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> รู้ปะว่า <em>‘สำเร็จความเศร้าด้วยตนเอง’</em> ที่วงไม่มีใครเรียกชื่อเพลงถูกเลย แม่งเรียกเพลง <em>‘มีสัม’</em> ๆ พอเขียนใน songlist ว่าเดี๋ยวต่อไปเล่น <em>‘สำเร็จความเศร้าด้วยตนเอง’</em> เราแบบ ‘เล่นเพลงอะไรต่อวะ’ พอเขียน <em>‘มีสัม&#8217;</em> แล้วทุกคนเล่นอัตโนมัติ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> คนได้ songlist ไปคงงงว่านี่เพลงอะไรวะ</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> ขนาดพรีเซ็ตในเอฟเฟกต์เราก็เซ็ต ‘me sum’ ง่ายดี</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เหมือนการตั้งชื่อเพลงของวงเรามันเป็นความสนุกอีกแบบนึง อารมณ์แบบเพื่อนมีลูกแล้วอยากตั้งชื่อลูกให้เพื่อน (หัวเราะ) จริง ๆ เพลงนี้ ภู นักร้องนำวง <strong>Wallrollers</strong> เขียนให้ แล้วตอนแรกน้องตั้งชื่อว่า ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ แล้วเพลงเนี้ยตอนทำรู้สึกว่ามันเหมือนจะปกติแล้วนะ แต่พอทำไปทำมาเสือกไม่ปกติตอนท้าย รู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า เลยเปลี่ยนเป็น <em>‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’</em></p>



<p>มันมีคลาสของพี่กบ <strong>Big Ass</strong> กับทีม Mango เขาชวนคนนู้นคนนี้มา คลาสเรามีภู <strong>Wallrollers</strong> มี <strong>Tippsy</strong> อยู่ด้วยกัน แล้วโจทย์มันคือให้ทำดนตรีขึ้นมาก่อน แล้วไม่บอกอะไร แล้วให้จับฉลากแต่งเนื้อเพลงจากเมโลดี้กับดนตรีที่วงอื่นทำมา โดยทำยังไงก็ได้ให้รู้สึกว่าวงนั้นแต่งเอง ของเราได้แต่งให้ <strong>Wallrollers</strong> แต่ของภูได้แต่งให้ของเรา ซึ่งเราไม่เคยมีใครแต่งเนื้อให้เลย แล้วมันน่าสนใจมาก เซอร์ไพรส์เลย เพราะมันยังดูเป็นเนื้อของ <strong>The Whitest Crow</strong> อยู่ ชอบมาก <em>(<strong>The COSMOS:</strong> เพลงหน้าให้ภูแต่งให้อีก)</em> เออโทรเรียกแปป แต่มันเพิ่งบ่นอยู่เลยนะว่า ‘พี่ผมแต่งเนื้อเพลงไม่ได้’ …เออ แต่ก็มีการปรับบางส่วนแหละ อย่าง ‘มาเนมี มาเนมา มาเนโม’ <em>(<strong>The COSMOS:</strong> คล้าย eeny, meeny, miny, moe?)</em> ใช่ มันคือคำ ‘ถุย’ ในเดโม่ อัดมามั่ว ๆ แต่ท่อนนี้เราไม่เปลี่ยน ใส่ไว้อย่างนั้น กลายเป็นว่าแบบนี้มันก็เวิร์ก ไม่ต้องเข้าใจก็ได้ เหมือนเพลง <strong>Red Hot Chili Peppers</strong> ‘นิ้งนิ้ง งองงิ้ง งองแหง่ง’ มันคืออารมณ์เดียวกัน แล้วมันอัตโนมัติแบบที่ท่อนนี้ต้องร้องแบบนี้แหละ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมทยอยปล่อยทีละเพลง ปกติปล่อย 5 เพลงนี่อัลบั้มต้องออกมาแล้วนะ</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เราไม่ได้ทำอัลบั้มเป็นก้อนเดียวแล้วค่อยมาแยก ถ้าเทียบจากเพลงแรกมาถึงเพลงนี้แม่งไม่เหมือนกันเลย (<strong>เบ็น:</strong> มันคนละช่วงกัน) เรารู้สึกว่าโมเมนต์ตอนนี้เราชอบแบบนี้ว่ะ อยากลองทำแบบนี้ ก็เลยทำเรื่อย ๆ ทีละเพลง แล้วค่อยรวบเป็นอัลบั้มอีกที อาจจะตบให้เข้ากันอีกนิดนึง แต่อยากเล่าเรื่องการเดินทางของเรามากกว่าว่าจุดนี้เราชอบแบบนี้ อยากเป็นประมาณนี้นะ แล้วก็ทำออกมา</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-640x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90143" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-640x800.jpeg 640w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-320x400.jpeg 320w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-768x960.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-1229x1536.jpeg 1229w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-1638x2048.jpeg 1638w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy-600x750.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BEN_PROFILE_copy.jpeg 2000w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption">เบ็น <strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<p><strong>The Whitest Crow</strong> น่าจะเป็นอีกวงดนตรีที่พูดได้ว่าเราเติบโตมาพร้อม ๆ กับเพลงของพวกเขา ตั้งแต่ยุคทำเพลงภาษาอังกฤษ เล่นเวทีเบดรูมที่ The Last Fat Fest ของ Fat Radio ได้ร่วมงานกับค่าย Rats Records กลับมาเป็นศิลปินอิสระและทำอัลบั้มเต็ม ก่อนจะบินมาอยู่ค่ายร็อกยักษ์ใหญ่อย่าง Genie Records ซึ่งมูฟล่าสุดนี้เป็นอะไรที่ทำเอาแฟน ๆ บางคนเขาหวั่นใจว่าวงจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิมหรือเปล่า</p>



<p>แต่หลังจากได้ฟังเพลงที่ปล่อยมาหลังเข้าค่าย เรามองว่ามันเป็นธรรมดาที่ซาวด์อาจเปลี่ยนไปบ้างตามประสบการณ์ที่มากขึ้น รวมถึงความสนใจหรือเรื่องที่วงอยากเล่าในช่วงเวลานั้น ๆ ก็ไม่เหมือนแต่ก่อน กับอีกจุดที่เห็นได้ชัดคือเนื้อร้องเป็นภาษาไทยล้วน ในแง่ดีคือมันทำให้เพลงของพวกเขาเข้าถึงคนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายสำหรับทักษะการเขียนเพลง เพราะอย่างที่เรารู้กันดี การเขียนเนื้อภาษาไทยมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้แก่นแท้ของวงที่เราชื่นชอบมาตั้งแต่ต้นนั้นหายไปไหน</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> มันยากแบบ ยากมาก ที่มาทำเนื้อไทยเพราะอยากลองอะไรใหม่ ๆ รู้สึกว่าอะไรที่ยาก ต้องทำให้ได้ ก็เลยพยายามทำมาเรื่อย ๆ ซึ่งจริง ๆ ถ้าทำครบทั้งอัลบั้มก็ถือเป็นหนึ่ง achievement ที่กูทำสิ่งนี้ได้แล้วนะ หลังจากนั้นอาจจะกลับมาทำอังกฤษก็ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การที่เราเปลี่ยนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยทำให้เสียแฟนคลับไปบ้างไหม</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ไม่ขนาดนั้น (<strong>แบงค์:</strong> ผมว่ามีบ้าง แต่ถามว่าเยอะมั้ย ไม่รู้) เรามีแฟนคลับตัวยง เจอตั้งแต่แทบจะวันแรก เขายังคอยตามซัพพอร์ตอยู่ แต่ถามว่าคนเริ่มห่างไปจาก <strong>The Whitest Crow</strong> เมื่อไหร่ คือตอนทำเพลงภาษาอังกฤษยุคปลาย ๆ ของเรา ทุกคนทำเพลงง่ายขึ้น ทุกคนเริ่มมาทำเพลงภาษาอังกฤษมากขึ้น แล้วก็เพลงร็อกไม่ได้เป็นเพลงตลาด คนมีตัวเลือกมากขึ้น สตรีมมิงเริ่มเกิดขึ้นมายุคนั้นพอดี คนไปฟังนั่นนี่ก็ได้ กลายเป็นว่าคนไม่ได้เป็น die hard fan กันง่ายขนาดนั้นแล้ว</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ผมมองว่าการทำเพลงภาษาอังกฤษมันเคยมีผลนะ ในช่วงนึงเลยของการที่คนเลือกจะฟังเพลง ช่วง <strong>Part Time Musicians</strong> ที่เริ่มมีเพลงภาษาอังกฤษที่มันสวนกระแสขึ้นมาบ้าง น่าจะเป็นช่วงที่คนรู้สึกว่ามันน่า explore <em>(<strong>The COSMOS:</strong> ฟังภาษาอังกฤษแล้วดูเท่กว่า?)</em> อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ส่วนนึง แต่ผมคิดว่ามันคงเป็นผลผลิตที่เริ่มมีแนวใหม่ ๆ อย่างที่เติ้ลบอก พอมีความหลากหลายมากขึ้น ตลาดคนมันกว้างขึ้น การทำเพลงภาษาอังกฤษกลายเป็น norm มากขึ้น ทำให้การที่ทำเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยมันลดลงแหละ สุดท้ายอยู่ที่ดนตรีว่าเราจะไปถูกจริตกับแบบไหนในช่วงนั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นช่วงการเฟดดาวน์ลงพอดีของดนตรีร็อกหรัก ๆ ร็อกจ๋า ๆ ตอนนี้เหมือนทุกอย่างมันผสมกันแล้วมากกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในมุมมองของวง คิดว่าเพลงร็อกยังอยู่ในกระแสอยู่ไหม</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ผมว่าในปัจจุบันอะไรมันมาเร็วไปเร็วมาก แนวเพลงอาจจะไม่ใช่พอยต์หลัก แต่ความรู้สึกร่วมของคนที่ได้จากเพลงนั้นเป็นพอยต์หลักมากกว่า ผมอาจจะไม่ได้ฟังสโลว์ร็อกเป็นปกติ แต่ผมอิน <em>‘ถ้าเราได้เจอกันอีก’</em> ของ <strong>Tilly Birds</strong> มาก ๆ พี่อ๋องอาจจะไม่ได้ฟังฮิปฮอปเลย แต่ตอนนี้ชอบ <em>‘ธาตุทองซาวด์’</em> ของ <strong>YOUNGOHM</strong> มาก ฟังทั้งอัลบั้ม ยังอยากเป็นอีกี้อยู่เลย (หัวเราะ) ผมว่าแนวดนตรีมีส่วน แต่อาจจะปัจเจกมาก ๆ ว่าชอบเพลงนี้เลยชอบวงนี้ mass product มันคือความทัชกับคนฟังมากกว่า ว่ามันฟังก์ชันยังไง เหมือน <em>‘ทรงอย่างแบด’</em> <strong>Paper Planes</strong> เด็กก็ร้องกัน มันไม่เคยมีสแตทว่าเด็กไทยชอบฟังเพลงร็อก ป๊อปพังก์ แล้วมันกลายเป็นอะไรที่ฮิตไปเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไม The Whitest Crow ยังเข้าหาสื่อแบบ traditional คือยังทัวร์สื่อ สัมภาษณ์ ไปคลื่นวิทยุ แต่คนยุคนี้เลือกฟังอะไรก็ได้แล้ว ไปขับเคี่ยวกันเรื่องยอดสตรีมแล้ว เรามีมุมมองกับตรงนี้ว่ายังไง</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> บางอย่างก็เป็นเรื่องมาร์เก็ตติง แต่เรื่องสตรีมมิงเราก็มีหลังบ้านของค่ายที่ทำให้ ช่วย pitching เข้าเพลย์ลิสต์ต่าง ๆ ถามว่าเราแคร์ไหม&#8230; เราทำทุกอย่างแหละครับที่คิดว่าจะสำเร็จ (หัวเราะ) แต่ด้วยพฤติกรรมของวงแล้ว เรารู้สึกว่าเราเข้าหาคนได้มากที่สุดจากการไปออฟไลน์ ไม่ได้พูดถึงว่าไปสื่อนะ แต่ไปเล่นงานนู่นนี่ มันดูเป็นวัฒนธรรมวงร็อกว่าเราไปทัวร์ ไปเล่นสด แล้วคนก็จะตามมาฟังเพลงเรา มันก็จะกลับไปที่ดิจิทัลอีกที ดูสแตทหลังบ้าน ซึ่งมันจะซัพพอร์ตกัน พวกผมไม่ได้เป็นวงที่ลงโซเชียลบ่อย แต่เวลาไปเล่นมันเกณฑ์ fanbase กลับมาได้จริง ๆ</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เราถนัดเรื่องทำให้ออฟไลน์เป็นออนไลน์มากกว่า ไม่ได้ออนไลน์จ๋า ๆ ขนาดนั้น</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> จริง ๆ พวกผมก็ทำกันอยู่ มี TikTok แล้วนะ! พยายามใช้ชีวิตออนไลน์ ลงโซเชียลมากขึ้นประมาณนึง แต่ด้วยอายุวงเรา เราอยู่มาตั้งแต่เฟซบุ๊กเปิดแรก ๆ พวก active users ที่โตมากับเราตั้งแต่ยุคแรก ที่ตามเราผ่านโซเชียลมีเดียบางทีก็หายไปแล้ว เหมือนทุกคนฟัง <em>‘Be With You’</em> แล้วถามว่าเมื่อไหร่จะมีเพลงปล่อย แต่จริง ๆ กูปล่อยอัลบั้มไปแล้ว ก็เลยต้องเกณฑ์ fanbase ใหม่ ลองทำอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อเข้าหาคนใหม่ ๆ มากขึ้น</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> อาจจะทำเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วงเลยเลือกที่จะจัดงาน</strong> <strong>Crow Night เอง เพราะเป็นวิธีที่จะได้ใกล้ชิดกับแฟนเพลงที่สุด?</strong></h2>



<p><strong>เบ็น:</strong> ท้ายที่สุดการที่คนจะอินกับเพลงที่สุดคือเขาต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น ซึ่งอะไรที่ตอบโจทย์ที่สุดก็คือคอนเสิร์ต บางทีผมก็เป็น เราฟังเพลงนึงแล้วเราชอบมาก ๆ แล้วรู้สึกชอบยิ่งกว่าเมื่อเราไปเห็นตอนไลฟ์จริง ๆ ต่อให้เขาเล่นไม่เป๊ะ เลอะ ๆ เทอะ ๆ อะไรไม่รู้ แต่มันรู้สึกทัชมากกว่า ทำให้เราเข้าใจถึงความตั้งใจที่ส่งมาจากนักดนตรีได้จริง ๆ</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> แต่ถ้าถามว่าวงเชื่อวิธีออฟไลน์หรือออนไลน์มากกว่า จริง ๆ ก็ไม่ได้มีอันไหนไปไกลกว่ากัน เราเชื่อไหมว่าต้องทำออนไลน์แคมเปญหรือยิงแอดให้มันดี ก็เชื่อเหมือนกัน หรือว่าออฟไลน์สำคัญไหม ก็สำคัญ จริง ๆ เราแค่อยากเล่นดนตรี อยากเจอคนนู้นคนนี้ ก็จัดงานเล่นเองก็ได้ เพราะอันที่จริงวงก็ชอบทำอะไรเองด้วยแหละ การทำคอนเสิร์ต ทำอาร์ตเวิร์ก ก็คือวิชาชีพของผมอยู่แล้ว ในเรื่อง operation เราก็ลุยเอง จัดการกันเองให้มันจบ โอเคมันก็มีต้นทุนแหละ (<strong>เบ็น:</strong> คือถ้าเรามีแรงซัพพอร์ตจากทางฝั่งนี้ มันก็ค่อนข้างจำเป็นอยู่แล้ว) เราก็เสนอว่าอยากทำอย่างนี้ครับ ค่ายซัพพอร์ตไหม ถ้าไฟเขียว ไป ลุย ค่ายก็ซัพพอร์ต</p>



<p>แล้ววงเราไม่มีผู้จัดการด้วย (<strong>เบ็น:</strong> ถามคุณเติ้ล ติดต่อคุณเติ้ล) เดี๋ยวถามวงให้สักครู่นะคร้าบ (หัวเราะ) แต่ถามว่ามีผู้จัดการดีไหม มีไปเลย เป็นเรื่องที่ดี เมื่อก่อนวงอยู่กับพี่เมย์ (เมย์ สุประภาตะนันท์ Beggars Group) มาเกินครึ่งอายุของวง เรายังไม่มีใครที่เรารู้สึกสบายใจ วางใจได้ทุกเรื่องแบบพี่เมย์ ตอนนี้วงมาอยู่ตรงนี้ก็เลยเป็นสี่คนผลัดกันทำ ช่วยกันดู จัดการกันเอง แต่มันจะมีเรื่องละเอียดอ่อน เช่น เวลาวงดนตรีไปประสานงานกับคนภายนอก มันอันตรายกับวง เพราะวงจะดูเป็นคนเรื่องมาก อันนี้พูดในเชิงที่ว่าถ้าใครทำวง เราว่ามีคนกลางดีที่สุด ตอนเรามีเล่นบางทีคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นวงดนตรี เราไปซาวด์เช็กงานนึง เทคมาบอก ‘เดี๋ยวจัดการนั่นนี่ ๆ ให้นะครับ’ พอถึงเวลาเราขึ้นไปร้อง เขาก็งง (หัวเราะ) แต่จัดการเองได้มั้ย มันก็เร็วกว่า ถูกใจกว่า ก็อยู่ที่ความสบายใจ</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> มันจบด้วยตัวเองได้ตั้งแต่แรก ผมว่าเรามีความตั้งใจว่าอยากได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันระดับนึง เวลาตัดสินใจอะไรมันก็ทำได้เร็ว แต่มีคนช่วยดูก็ช่วยแบ่งเบาแหละ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เวลาเล่นสด ถ้าต้องเล่นเพลงเดิมซ้ำ ๆ ก็คงมีเบื่อกันบ้าง ปกติวงรีอะเรนจ์เพลงตัวเองบ้างไหม</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> มีแค่ transition กับส่วนใหญ่เราชอบเปลี่ยนท่อนโซโล่ (<strong>อ๋อง:</strong> เกิดขึ้นตอนซ้อม) ถ้าทั้งเพลงเลยอาจจะยัง แต่เพลงเก่า ๆ ก็มีรีอะเรนจ์เยอะอยู่ เพลงยุค Rats Records ถ้ามานั่งนับอายุปีมันก็อยู่มานานแล้ว เข้าใจเลยว่าทำไม <strong>Radiohead</strong> ไม่อยากเล่น <em>‘Creep’</em> มันต้องเบื่อมาก เราก็เหมือนปรับให้เข้ากับซาวด์เราในปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-640x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90144" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-640x800.jpeg 640w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-320x400.jpeg 320w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-768x960.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-1229x1536.jpeg 1229w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-1638x2048.jpeg 1638w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy-600x750.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_AONG_PROFILE_copy.jpeg 2000w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption">อ๋อง <strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>รู้สึกยังไงที่เพื่อนร่วมค่ายได้ไปเล่นที่ Clockenflap เคยวิเคราะห์ปัจจัยที่ได้ไปเล่นไหม</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> คิดว่าน้อง ๆ deserved ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ผมก็ชอบเพลง <strong>Three Man Down</strong> แล้วเราก็รู้จักน้องตั้งแต่เตยังมีตีกลอง <strong>S.O.L.E.</strong> แล้วยังมานั่งบ่นหน้าห้องซ้อมพี่ติว่า ‘พี่ เมื่อไหร่ผมแม่งจะดังวะ’ (<strong>อ๋อง:</strong> ’ผมไม่มีงานเล่นเลย’) ‘เออ เนี่ยเล่นวงพี่แฮปปี้มากเลย หางานให้ผมหน่อย’ เดือนเดียว แม่งไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เราเห็นความพยายาม ความตั้งใจ หรือว่าเป้าหมายของวงว่าอยากเป็นอะไร อยากไปตรงไหน มันก็ deserved ในมุมเรา ไม่รู้ว่า achievement ของน้องมีกี่เลเวล แต่ว่ามันอยู่ตรงจุดที่รู้สึกว่า ‘เขาต้องมาตรงนี้แหละ เขาอยู่ตรงนี้ได้’ แต่ถามว่าควรเป็นวงไทยวงเดียวที่ได้เล่นไหม จริง ๆ ก็ไม่ แต่ถามว่า อยู่ในบรรดาวงที่สมควรได้ไปเล่นไหม ก็ใช่ เราไม่มีคำถามกับสิ่งนี้ กับปัจจุบันในมุมของโปรโมเตอร์เอง สแตทก็มีส่วนสำคัญ ถ้าไปลองเช็กสแตทของ <strong>Three Man Down</strong> ใน South East Asia ก็ถือว่าโหดเมื่อเทียบกับวงอื่น ๆ ในกลุ่มที่เราคิดว่า deserved เหมือนกัน เอาจริงผมว่าวงไทยมีศักยภาพเยอะมาก</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ได้ยินมาว่า ค่ายต่างประเทศมองว่าถ้าวงถูกประทับตราว่าเป็นวงจากประเทศไทย อาจทำให้ขายไปในตลาดโลกได้ยาก คิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ทำไม <strong>Paradise Bangkok Molam International Band</strong> ก้าวข้ามตรงนี้ไปได้ เราว่ามันคือการที่เราทำ product ให้ดี เป็นแนวคิดเดียวกับการทำแบรนด์ไทยให้ไประดับโลก <em>(<strong>The COSMOS:</strong> คิดว่าส่วนนึงอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารค่ายนั้นด้วยหรือเปล่า)</em> เป็นไปได้ สุดท้ายแล้วเราว่าถ้ามองในมุมอุตสาหกรรม ดนตรีมันก็คือ product นึง คือ branding การที่บอกว่าของเราเป็นประเทศโลกที่สาม เราว่ามันอาจจะยังจับจุดไม่ได้ว่าทำไมฝรั่งถึงชอบกินแกงเขียวหวาน ทำไมถึงชอบความเป็นไทย นั่นแหละ ถ้าเราทำ product ถูกต้องมันก็ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าเราเหมือนเขาแต่เราด้อยกว่า ยังไงเราก็สู้เขาไม่ได้ ไม่ใช่แค่นอกประเทศ ในประเทศก็เหมือนกัน เราเห็นเคสนึง เราชอบวงอังกฤษที่ชื่อ <strong>Dead Sons</strong> มาก อยู่เชฟฟีลด์ แล้วเพลงออกมาเหมือน <strong>Arctic Monkeys</strong> เลย เราชอบกว่าอีก แล้วอยู่ดี ๆ ก็หายไป มาเจออีกที ถ้าจำไม่ผิดนักร้องมาเป็นแบ็กอัปที่ร้องกับเล่นกีตาร์ให้ <strong>Alex Turner</strong> สุดท้าย ไปยังไงก็ไปไม่สุดเพราะมี <strong>Arctic Monkeys</strong> อยู่</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> อย่างที่บอกว่าตอนนี้กำแพงทางภาษามันไม่ใช่ประเด็นหลักแล้วแหละ ด้วยดนตรีทุกอย่างมันผสม ๆ กัน เรามีแฟนเพลงเป็นคนฝรั่งเศส เขาก็อินมาก ๆ (<strong>เติ้ล:</strong> เขาบินมาดูที่ Crow Night กับ ฟังใจจัด เนี่ย) โดยที่เขาก็ไปหาการแปลของเขาเองก็มี มันไม่ใช่อุปสรรคแล้ว การที่ทำเพลงภาษาไทยไม่ได้แปลว่าเราไปเมืองนอกไม่ได้</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ทำไมเราร้องเพลงเกาหลีกันได้โดยที่ไม่ติดว่า ‘นี่เขาร้องภาษาอะไรกัน’ อะ วันไหนที่เราถูกพุชไปทั้งวงการได้แล้ว ผมว่าภาษามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ละ อย่างตอนทำ <strong>S.O.L.E.</strong> มันเห็นได้ชัดเลยว่ามึงไม่ต้องร้องเพลงกูก็ได้ค่า มึงแค่มาเต้น รู้สึกว่าดนตรีมันไม่มีพรมแดน</p>



<p><strong>แบงค์:</strong> ผมว่าพอยต์ไม่ใช่ภาษา ส่วนตัวรู้สึกว่ากลับกันถ้าสมมติเราเป็นคนไทย แล้วเรากลับไปทำเนื้อภาษาอื่น แล้วสุดท้ายเราไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ มันไม่สื่อสิ่งนั้น native ของภาษานั้น ๆ ถ้ามาฟัง เขาก็ไม่น่าจะฟีลเท่าไหร่ สู้ทำอะไรที่เราฟีลกับมันมากกว่า เขาอาจจะรู้สึกในพาร์ตอื่นแล้วช่างแม่งในเนื้อร้องไปเลย</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ส่วนตัวเราว่าเพลงภาษาอื่นที่ไม่ใช่อังกฤษ ถ้าไปเจอในออนไลน์หรือต่าง ๆ ที่เป็นสตรีมมิง แว้บแรกเลยจริง ๆ เราจะรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะฟังรู้เรื่องมั้ย แต่พอเข้าไปฟังแล้ว ถ้ารู้สึกว่าดนตรีเขาถูกจริตของเราจริง ๆ ก็อินได้ คือถ้ามันเป็นภาษาอังกฤษมันก็ง่ายขึ้นแหละ พอทำให้เป็น universal ก็เหมือนเป็นทางผ่านนิดนึงที่เขาจะเข้ามาเจอเพลงของเรา อาจจะมีผลในการเสิร์ช แฮชแท็ก</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> รู้สึกว่าถ้าดนตรีมันใช่เราก็เอาแล้ว</p>



<p><strong>แบงค์:</strong> ไปฟังวงจีนที่ Clockenflap ก็ดี ถึงไม่เข้าใจ แต่มันฟีลก็พอแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้ววงมีเป้าหมายจะไปต่างประเทศบ้างไหม</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> แน่นอนครับ นี่คือสาเหตุที่วงเราทำเพลงภาษาอังกฤษกันแต่แรก <em>(<strong>The COSMOS:</strong> แต่ตอนนี้กลับมาทำเพลงไทย?)</em> เพลงผมทุกเพลงมีเนื้อภาษาอังกฤษนะ เดโม่เป็นอังกฤษมาก่อน ความยากก็คือต้องมานั่งแปล เขียนใหม่ให้ร้องลงเมโลดี้เดิม มันร้องแทบไม่ต่างกันเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มีสเตตัสของบุคคลท่านหนึ่งที่กำลังเป็นที่โจษจันกันมากว่า ‘“อีกี้&#8221;เพลงดังข้ามคืน-ถามว่าดีไหม-ผมตอบทันทีเลยว่าไม่รู้-แต่การได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วพอจะบ่งบอกอธิบายได้ถึงคุณภาพคนฟังส่วนใหญ่ในบ้านเราได้เป็นอย่างดี&#8211;และถ้ามีศิลปินรายอื่นเห่ทำตามกันเยอะๆ-วงการเพลงไทยก็ถึงจุดที่น่าเป็นห่วงเป็นใยอีกครั้งหนึ่ง.&#8217; วงมีความคิดเห็นอย่างไร</strong></h2>



<p><strong>เบ็น:</strong> ผมว่าเรื่องเทสต์มันละเอียดอ่อนมาก เพราะสุดท้ายสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือความชอบของคน ก็ต้องมองผลลัพธ์ตรงนั้นอยู่ดี พอมองย้อนกลับไปถึง global product บางที่ตลาดไทยเป็นตลาดนึง แต่พอมันไปเป็นตลาดโลกแล้ว คุณต้องพิจารณาแล้วว่า เพลงของคุณที่ทำงานกับตลาดนี้ได้ดี มันจะทำงานดีกับตลาดอื่นด้วยหรือเปล่า เหมือนเป็นการที่เราค่อย ๆ ชั่งน้ำหนักไปเรื่อย ๆ ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง เพราะสุดท้ายคนจะมองว่ามันมีปริมาณเท่าไหร่ที่อินกับผลผลิตนี้ ถ้าจะบอกว่าคุณภาพดีกว่าหรือไม่ดี มันก็พูดยาก แล้วยิ่งพวกเราเอง เราก็ต้องยอมรับว่าเคยชินกับความเป็นประเทศกรุงเทพ ฯ มานานแล้ว เคยชินกับซีนดนตรีแบบนี้ พอเจอซีนที่หลุดจากสิ่งที่เราคุ้นชินเราอาจจะไม่ชอบ ไม่ถูกจริต ทั้งที่จริง ๆ แล้วอีกกี่จังหวัดไม่รู้ในประเทศไทยเขาชอบแบบนั้นกันเยอะมาก มันก็พูดยาก</p>



<p><strong>อ๋อง:</strong> สุดท้ายมันก็แค่ชอบไม่ชอบเลย</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> มันเป็นเรื่องความชอบล้วน ๆ เลยเหมือนคนทะเลาะกันว่าข้าวมันไก่ร้านไหนอร่อยสุด แล้วถามต่อว่ามันเป็นภัยต่อสังคมการฟังเพลงไหม ไม่เลย เราว่า <strong>YOUNGOHM</strong> อัลบั้มนี้ educate คนฟังประมาณนึงเลย เราชอบที่ว่าคนที่มีพลังในการทำอะไรสักอย่าง เริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา มันคือความเจริญซะด้วยซ้ำในวงการเรา สุดท้ายมันก็เรื่องรสนิยม คนที่พูดเรื่องนี้เขาอาจจะไม่ชอบเพลง เราก็ไม่ได้ว่าอะไร อย่างเราเป็นคนชอบกินผัดกะเพราใส่ข้าวโพดอ่อน&#8230; เชี่ยไม่เคยบอกวงมาก่อนเลยนะเนี่ย โดน judge เลย (<strong>อ๋อง:</strong> ไล่ออก)</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ผมว่าทุกคนมี bias ของตัวเอง มีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ มันห้ามไม่ได้หรอกสิ่งสิ่งนี้ แต่เราต้องเข้าใจถึงบริบทของมันจริง ๆ ด้วยเมื่อถอยออกมามองแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งนั้นมันตอบโจทย์ในแง่ของตลาดได้มากกว่า ถ้าตลาดชอบเขาก็ขายได้มากกว่า เขาไปได้ของเขาอยู่แล้ว</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> สมแล้วที่ทำงานมาร์เก็ตติงเอเจนซี่</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>งั้นอะไรที่เป็นเรื่องน่าห่วงมากกว่าเรื่องนี้</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> รัฐบาลประเทศเราไม่เคยซัพพอร์ตอะไรแบบนี้เลย <em>(<strong>The COSMOS:</strong> พูดมาเป็นสิบปีแล้ว!)</em> เออมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อแหละ เราเคยได้ยินเรื่องที่ว่า ถ้าตราบใดที่คุณไม่ได้เล่นโขนหรือตีระนาด คุณจะไม่ถูกส่งออกว่าเป็นวัฒนธรรมดนตรีจากไทยหรอก ตอนนี้ถามว่ามีคนซัพพอร์ตไหม มันมีแต่ก็น้อย ไม่ได้ถูกพุชให้เรื่องนี้สำคัญ ทั้งที่เราก็เห็นแล้วว่ามันสร้างรายได้ให้กับประเทศจริง ๆ อุตสาหกรรมดนตรีของไทยมีอะไรที่น่าซัพพอร์ตเยอะมาก แล้วมันก็ยังไม่ถูกทรีตเป็นอาชีพหรืออะไรที่สามารถกรอกลงไปในใบได้ว่าคุณเป็นนักดนตรี เป็นอาชีพที่มั่นคง ผมว่าเรื่องนี้น่าเป็นห่วง ดังนั้น 14 พฤษภาคมนี้ ไปใช้สิทธิ์ครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-640x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90145" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-640x800.jpeg 640w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-320x400.jpeg 320w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-768x960.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-1229x1536.jpeg 1229w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-1638x2048.jpeg 1638w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy-600x750.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BANK_PROFILE_copy.jpeg 2000w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption">แบงค์ <strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อัลบั้มจะออกเมื่อไหร่</strong></h2>



<p><strong>อ๋อง:</strong> น่าจะพฤศจิกา ไตรมาส 4</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> พูดจาเหมือนเอเจนซี่ (หัวเราะ) ทายไหมว่าเพลงหน้าจะออกมาแนวไหน? <em>(<strong>The COSMOS:</strong> เร็กเกตอนมะ? จริง ๆ วงก็ปล่อยใจฝันกันมาตั้งแต่แรก จนตอนนี้ไม่ติดแล้วว่าวงจะทำเพลงแนวไหนออกมา ทำมาเหอะ รอฟังแน่นอน)</em> ก็ลองไปเรื่อย ๆ แหละ น่าจะไปไกลกว่านี้ น่าจะฉุดไม่อยู่ ประเด็นคือพี่อ๊อฟ <strong>Big Ass</strong> แกก็บ้าจี้นะ ‘เอาเพลงนี้เลย ๆ ชอบ’ ตอนแรกแกเฉย ๆ ไม่ได้ทัชขนาดนั้น แต่พอเอาไปเล่น School Tour แล้วพี่กบ ผู้ใหญ่มาดู ทำไมคนดูเอาวะ เพลงนี้ไม่เคยฟัง เอาไปเล่นครั้งแรกทุกที่ ๆ เล่นไปเรื่อย ๆ เขาก็เชียร์เลย เราก็แบบ ‘เอาจริงนะพี่ ผมไม่ลดระดับแล้วนะ จะไปอย่างงี้เรื่อย ๆ’ &#8230;ทำอัลบั้มรวมฮิต (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> แล้วแต่ว่าถูกใจเดโม่อันไหนในตอนนั้น ถ้าพูดแบบการทำงานปกติ ถ้าเจออันไหนที่ทัชก็จะแบบ ‘เอ้ย อันนี้แหละ’ เราไม่ได้คุยกันว่าจะทำเพลงช้าหรือเพลงเร็วอะไร บางทีมันก็แล้วแต่ช่วง</p>



<p><strong>เติ้ล:</strong> แต่ส่วนใหญ่เพลงที่คลิกก็จะเป็นเพลงที่ใช้เวลาทำเดโม่วันเดียว 2-3 ชั่วโมง ได้เพลงมาแล้ว แล้วแบบ ‘เชี่ย อันนี้โดนเส้นแน่ ๆ’</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>โชว์ต่อไปจะมีเมื่อไหร่</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> เนี่ย จะมีปาร์ตี้เปิดตัวซิงเกิ้ลปล่อยใจฝัน (หัวเราะ) เดี๋ยวมาชวน รอสรุปนู่นนี่ก่อน พอเราตั้งเป้าว่าจะทำอัลบั้ม ก็จะมีทีมงานต่าง ๆ นานามากมายในค่ายมาช่วยกันซัพพอร์ต ทีมมาร์เก็ตติงเองก็มาวางแผนว่าทำยังไงถึงจะสนุก ออกมาตอบโจทย์กับคนฟังทุกคน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฝากผลงาน</strong></h2>



<p><strong>เติ้ล:</strong> ไปฟังเพลงของเรา <em>’หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’</em> ดู mv ได้นะครับ ใน YouTube Genierock หรือจะฟังในสตรีมมิงกันได้สะดวกสบาย ก็พยายามจะทำอะไรที่สนุก เราเอ็นจอยกับการที่เราเจอเพลงใหม่ของวงที่ชอบแล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย วงนี้ปล่อยเพลงใหม่ ออกมาจะเป็นไงวะ’ เราชอบความรู้สึกนั้น ก็อยากแชร์อะไรแบบนี้ให้กับคนฟังเหมือนกันแหละ ฝากด้วยครับ</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-640x800.jpeg" alt="" class="wp-image-90146" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-640x800.jpeg 640w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-320x400.jpeg 320w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-768x960.jpeg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-1229x1536.jpeg 1229w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-1638x2048.jpeg 1638w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy-600x750.jpeg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1D_BAND_PROFILE_copy.jpeg 2000w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption"><strong>The Whitest Crow</strong></figcaption></figure>



<p>ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเป็นศิลปินอิสระ หรือมีต้นสังกัด จะค่ายใหญ่ ค่ายเล็ก ค่าย D.I.Y. มันเป็นทั้งมายาคติและอคติ แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน ไม่มีสูตรตายตัว อยู่ที่ความสมัครใจของศิลปินและผู้บริหารที่ถ้าเห็นภาพตรงกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีภาพจำว่าศิลปินตึกนี้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น เพราะแทบจะหมดยุคโปรดิวเซอร์ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์กันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ The Whitest Crow ได้ปล่อยซิงเกิ้ลล่าสุด ‘หวานเป็นลม ขมเป็นบ้า’ ออกมาให้เราได้ฟังในสไตล์ที่เรายังคาดไม่ถึงขนาดนี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าผู้ใหญ่เองก็ใจเด็ดและมีวิสัยทัศน์กว้างพอที่จะปล่อยให้พวกเขาเป็นกาตัวที่ขาวที่สุดในฝูง และเราเชื่อว่ากาตัวนี้จะบินได้สูงกว่านี้อีก</p>



<p>ติดตามข่าวสารของวง The Whitest Crow ได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/TheWhitestCrow">Facebook</a> และ <a href="https://www.instagram.com/thewhitestcrow/">Instagram</a></p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/the-whitest-crow-interview/">ยากที่จะคาดเดา! The Whitest Crow อยากให้คุณตื่นเต้นไปกับทุกการปล่อยเพลงใหม่ของพวกเขา</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จักกับแก๊งป่วน Chucky Factory Land และเพลงมัน ๆ ของพวกเขาให้มากขึ้น</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/chucky-factory-land-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Apr 2023 09:35:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[Crazy Mondae]]></category>
		<category><![CDATA[Jazz]]></category>
		<category><![CDATA[Rock]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=89885</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตี๋: เรามีเพื่อนสนิทชื่อว่าชัคกี้ แล้วไลฟ์สไตล์เขาเป็นแบบอย่างให้พวกเราใช้ชีวิตสุดโต่งครับ บิ๊ก: เขามาเรียนสาย เขาจะไม่ค่อยเรียนหนังสือ แล้วก็จะนั่งเกาหน้าตัวเองทั้งวัน เขาชอบคันครับ ก้อง: อันนี้เรื่องจริงครับ Chucky Factory Land วงดนตรีสามชิ้นที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับมิตรภาพของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งจากหาดใหญ่ ด้วยความชื่นชอบในแนวดนตรีใกล้เคียงทำให้ บิ๊ก ตี๋ และก้อง เริ่มทำเพลงด้วยกันและพากันไปประกวดดนตรีเวทีต่าง ๆ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ไม่หยุดทดลองและค้นหาทิศทางดนตรีเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ทั้งสามได้พบเจอมาในแต่ละวัน จนกลายมาเป็น EP และอัลบั้มที่ปล่อยออกมาชุดแล้วชุดเล่าตั้งแต่ปี 2020 ทำให้พวกเขามีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ก่อนที่เพลงจะไปขึ้นชาร์ตคลื่นวิทยุและได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้ค่าย Crazy Mondae ในเวลาต่อมา “เราคือเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่มีความฝันว่าอยากจะเป็นเซ็ตหลวง เลยมาฟอร์มวงกัน” บิ๊กเล่าให้เราฟัง ‘เซ็ตหลวง’ คือศัพท์ที่พวกเขาบัญญัติกันขึ้นมา ตีความได้ว่าอยากจะเป็น ‘รุ่นใหญ่’ ให้ได้สักวัน ซึ่งหลายคนที่ได้ฟังเพลงของ Chucky Factory Land ก็มองว่าความฝันนี้ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะทั้งฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ความถี่ในการปล่อยเพลงและขยันซ้อม ไปจนถึงงานเล่นสดที่มีเข้ามาเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้ชมติดใจในพลังงานพุ่งพล่านและลูกบ้าที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้ชื่อของวงเป็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเราถามว่าพวกเขามีวิธีบิลด์ให้ตัวเองสนุกบนเวทีตลอดเวลาได้ยังไง</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/chucky-factory-land-interview/">รู้จักกับแก๊งป่วน Chucky Factory Land และเพลงมัน ๆ ของพวกเขาให้มากขึ้น</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ตี๋</strong>: เรามีเพื่อนสนิทชื่อว่าชัคกี้ แล้วไลฟ์สไตล์เขาเป็นแบบอย่างให้พวกเราใช้ชีวิตสุดโต่งครับ</p>



<p><strong>บิ๊ก</strong>: เขามาเรียนสาย เขาจะไม่ค่อยเรียนหนังสือ แล้วก็จะนั่งเกาหน้าตัวเองทั้งวัน เขาชอบคันครับ</p>



<p><strong>ก้อง</strong>: อันนี้เรื่องจริงครับ</p>



<p><strong>Chucky Factory Land</strong> วงดนตรีสามชิ้นที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับมิตรภาพของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งจากหาดใหญ่ ด้วยความชื่นชอบในแนวดนตรีใกล้เคียงทำให้ บิ๊ก ตี๋ และก้อง เริ่มทำเพลงด้วยกันและพากันไปประกวดดนตรีเวทีต่าง ๆ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ไม่หยุดทดลองและค้นหาทิศทางดนตรีเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ทั้งสามได้พบเจอมาในแต่ละวัน จนกลายมาเป็น EP และอัลบั้มที่ปล่อยออกมาชุดแล้วชุดเล่าตั้งแต่ปี 2020 ทำให้พวกเขามีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ก่อนที่เพลงจะไปขึ้นชาร์ตคลื่นวิทยุและได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้ค่าย Crazy Mondae ในเวลาต่อมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-600x800.jpg" alt="" class="wp-image-89886" width="453" height="604" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-600x800.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-300x400.jpg 300w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-768x1024.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-1152x1536.jpg 1152w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-1536x2048.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/DSC06294-scaled.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 453px) 100vw, 453px" /></figure>



<p>“เราคือเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่มีความฝันว่าอยากจะเป็นเซ็ตหลวง เลยมาฟอร์มวงกัน” บิ๊กเล่าให้เราฟัง</p>



<p>‘เซ็ตหลวง’ คือศัพท์ที่พวกเขาบัญญัติกันขึ้นมา ตีความได้ว่าอยากจะเป็น ‘รุ่นใหญ่’ ให้ได้สักวัน ซึ่งหลายคนที่ได้ฟังเพลงของ <strong>Chucky Factory Land</strong> ก็มองว่าความฝันนี้ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะทั้งฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ความถี่ในการปล่อยเพลงและขยันซ้อม ไปจนถึงงานเล่นสดที่มีเข้ามาเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้ชมติดใจในพลังงานพุ่งพล่านและลูกบ้าที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้ชื่อของวงเป็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเราถามว่าพวกเขามีวิธีบิลด์ให้ตัวเองสนุกบนเวทีตลอดเวลาได้ยังไง ก้องตอบว่า “อย่างแรก Don’t take drugs. พวกเราไม่เล่นยาครับ เอเนอร์จี้เรามาจากภายในครับ”</p>



<p>จากตำนานกรันจ์ร็อก <strong>Kurt Cobain, Dave Grohl</strong> สู่แร็ปเปอร์ <strong>Jay Z, Pharrell Williams</strong> ไปจนถึงนักบาสเก็ตบอล <strong>Dwyane Wade</strong> และแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ <strong>Albert Einstein</strong> ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ <strong>Chucky Factory Land</strong> ถ่ายทอดดนตรีออกมาได้โดยไม่ตีกรอบตัวเอง และมองเห็นความเป็นไปได้ในการผสมผสานซาวด์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้เสมอ</p>



<p><strong>บิ๊ก:</strong> ล่าสุดพวกผมไปเจอเพลย์ลิสต์เวลาก่อนแข่งของ Dwyane Wade น่าสนใจมากฮะ เขาจะมีเพลย์ลิสต์ประจำตัวไว้วอร์ม วันไหนเขาได้ฟังก็จะทำคะแนนได้เยอะ</p>



<p><strong>ก้อง:</strong> หรือก่อนเล่นทุกครั้งเราจะดูคลิป YouTube ที่ <strong>Dave Grohl</strong> ตีกลองแบบรุนแรง แล้วเราก็มีแรงฮึดขึ้นมาทุกรอบ</p>



<p><strong>ตี๋:</strong> มันปลุกพลังในตัวพวกเราฮะ&#8230; หรือปกติเราจะมีการเตรียมตัวก่อนที่จะเล่นคอนเสิร์ตด้วยการเดาะลูกบาสที่สนาม เป็นการวอร์มร่างกายไปในตัว แล้วก็จะฝึก layup ด้วยมือซ้ายด้วยฮะ</p>



<p><strong>ทำไมถึงตัดสินใจเข้าค่ายทั้งที่ทำเองก็ได้มาตั้งหลายเพลง</strong></p>



<p><strong>ก้อง:</strong> วันนั้นเราปาร์ตี้กินข้าวเกรียบ ดู <strong>Death of Heather</strong> แล้วก็ปรึกษากันก่อนหนึ่งคืนครับ</p>



<p><strong>ตี๋:</strong> เรานั่งสมาธิร่วมกัน พยายามหาทางว่าเราควรจะยังไงดี… มันไม่ได้ตลกเลยนะฮะ พวกเราซีเรียสมากเลย แล้วพอนั่งจนได้คำตอบ ก็รู้สึกว่าต้องลุยละครับ</p>



<p><strong>ก้อง:</strong> พอได้ทำงานกับค่ายก็เหมือนโตขึ้นครับ เราจัดการตัวเองมากขึ้น มีความรับผิดชอบแล้วก็มีความละเอียดอ่อนในงานที่มากขึ้น</p>



<p><strong>ต้องปรับตัวเยอะไหม คุยยังไงเพื่อให้สามารถจบงานกับ mix/master engineer จนได้สิ่งที่ต้องการ</strong></p>



<p><strong>บิ๊ก:</strong> ก็ยากนะครับที่จะได้สิ่งที่เราต้องการ แต่ก็มีคนซัพพอร์ตเรามากขึ้น ต้องเล่าฟีลที่อยากได้</p>



<p><strong>ตี๋:</strong> มีเรฟเสียงให้ฟัง</p>



<p><strong>ก้อง:</strong> บอกฟีลลิง มันกรอบไป หนังมันแห้งไปยังไง define ประมาณนั้นเลย</p>



<p>ส่วนอัลบั้มใหม่ที่น่าจะออกมาให้เราได้ฟังกันช่วงกลางปี 2023 ต่อจาก EP <em>‘Oh My Slime’</em> (2020) อัลบั้ม <em>Being Untidy</em> (2021) และ EP <em>What Happen Is Odd</em> (2022) จะยังคงเต็มไปด้วยเสียงและสไตล์ใหม่ ๆ แบบที่เราน่าจะคาดเดาไม่ได้ ดังที่ <strong>Chucky Factory Land</strong> พูดมาเสมอว่าชอบการทดลองและ shout out ให้ไอน์สไตน์อยู่เสมอ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-spotify wp-block-embed-spotify wp-embed-aspect-21-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="Spotify Embed: WHAT HAPPEN IS ODD" style="border-radius: 12px" width="100%" height="352" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; fullscreen; picture-in-picture" loading="lazy" src="https://open.spotify.com/embed/album/4QAE4NJOx6r0L037WCrvib?si=p7H6v0mgS0uZfH654eXt0A&#038;utm_source=oembed"></iframe>
</div></figure>



<p><strong>ตี๋:</strong> ฝากติดตามพวกเราชุดต่อไปด้วยฮะ</p>



<p><strong>ก้อง:</strong> ขอโทษทีพวกเราค่อนข้างเขินเลยตอบไม่เยอะ ไว้เดี๋ยวพวกเราขอเวลาไปเป็นเซ็ตหลวงแล้วจะกลับมาตอบเยอะกว่านี้ครับ</p>



<p>ติดตามความเคลื่อนไหวของ <strong>Chucky Factory Land</strong> ได้ ที่นี่ <a href="https://www.facebook.com/chuckyfactoryland.official"></a><a href="https://www.facebook.com/chuckyfactoryland.official">https://www.facebook.com/chuckyfactoryland.official</a></p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-533x800.jpg" alt="" class="wp-image-89887" width="571" height="857" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-533x800.jpg 533w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-267x400.jpg 267w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-768x1152.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-1024x1536.jpg 1024w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-1365x2048.jpg 1365w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-600x900.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/6A1A6747-scaled.jpg 1707w" sizes="auto, (max-width: 571px) 100vw, 571px" /></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/chucky-factory-land-interview/">รู้จักกับแก๊งป่วน Chucky Factory Land และเพลงมัน ๆ ของพวกเขาให้มากขึ้น</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชวน Everything But the Girl คุยเจาะลึกเบื้องหลัง ‘Fuse’ อัลบั้มใหม่ในรอบ 24 ปี</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/everything-but-the-girl-fuse-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 06:42:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[&#039;Nothing Left to Lose]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=89790</guid>

					<description><![CDATA[<p>Everything But The Girl คือศิลปินดูโอ้จากอังกฤษที่มีความเคลื่อนไหวในช่วงปี 80s-90s ก่อนจะห่างหายไปเป็นเวลา 24 ปี แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเขาก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ล &#8216;Nothing Left to Lose’ ออกมา สร้างความฮือฮาให้แฟน ๆ ตั้งแต่ยุคนั้นและคนใหม่ ๆ ที่ย้อนกลับไปฟังเพลงของพวกเขา ได้ฤกษ์ตั้งตารออัลบั้มชุดที่ 11 ที่ใช้ชื่อว่า ‘Fuse’ ซึ่งจะออกมาให้ฟังกันเต็ม ๆ ในวันที่ 21 เมษายนนี้ เราเลยชวน Tracey Thorn และ Ben Watt มาถามไถ่ข่าวคราวและความเป็นไปกันใน Transmission “ยังจำได้เลยว่าเช้าที่ ‘Nothing Left to Lose’ ถูกเปิดในคลื่นวิทยุในอังกฤษที่ปกติเราจะฟังกัน มันก็ถูกปล่อยทางออนไลน์ในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเราก็มีโนติเด้งเข้ามารัว ๆ คือเราได้รับเสียงตอบรับจากคนที่ได้ฟังมันครั้งแรกไปพร้อม ๆ กับเราแทบจะในทันที ตื้นตันมากเลยค่ะ ฉันไม่เคยมีความรู้สึกนี้มาก่อนเลย ตอนที่เราปล่อยเพลงกัน สิ่งที่เราได้รับเป็นอย่างแรกคือความเงียบ</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/everything-but-the-girl-fuse-interview/">ชวน Everything But the Girl คุยเจาะลึกเบื้องหลัง ‘Fuse’ อัลบั้มใหม่ในรอบ 24 ปี</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Everything But The Girl</strong> คือศิลปินดูโอ้จากอังกฤษที่มีความเคลื่อนไหวในช่วงปี 80s-90s ก่อนจะห่างหายไปเป็นเวลา 24 ปี แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเขาก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ล <em>&#8216;Nothing Left to Lose’</em> ออกมา สร้างความฮือฮาให้แฟน ๆ ตั้งแต่ยุคนั้นและคนใหม่ ๆ ที่ย้อนกลับไปฟังเพลงของพวกเขา ได้ฤกษ์ตั้งตารออัลบั้มชุดที่ 11 ที่ใช้ชื่อว่า <em>‘Fuse’</em> ซึ่งจะออกมาให้ฟังกันเต็ม ๆ ในวันที่ 21 เมษายนนี้ เราเลยชวน Tracey Thorn และ Ben Watt มาถามไถ่ข่าวคราวและความเป็นไปกันใน <em>Transmission</em></p>



<p><em>“ยังจำได้เลยว่าเช้าที่ ‘Nothing Left to Lose’ ถูกเปิดในคลื่นวิทยุในอังกฤษที่ปกติเราจะฟังกัน มันก็ถูกปล่อยทางออนไลน์ในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเราก็มีโนติเด้งเข้ามารัว ๆ คือเราได้รับเสียงตอบรับจากคนที่ได้ฟังมันครั้งแรกไปพร้อม ๆ กับเราแทบจะในทันที ตื้นตันมากเลยค่ะ ฉันไม่เคยมีความรู้สึกนี้มาก่อนเลย ตอนที่เราปล่อยเพลงกัน สิ่งที่เราได้รับเป็นอย่างแรกคือความเงียบ อัลบั้มของเราก็วางอยู่ในร้านอย่างนั้น รอให้คนมาซื้อ หวังที่จะได้ยินดีเจสักคนเปิดมันในวิทยุ หวังว่าแฟนเพลงจะชอบมัน แต่เราไม่มีทางรับรู้ได้เลย และนี่คือครั้งแรกที่เราได้รับเสียงตอบรับท่วมท้น ทุกคนคอมเมนต์กันมาเยอะมาก ‘ชอบจังเลย’ ‘ตื่นเต้นมาก ๆ เลย’ ‘ดีใจที่พวกคุณกลับมา’”</em> — Tracy Thorn, <strong>Everything But The Girl</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1199" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1199x800.jpg" alt="" class="wp-image-89791" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1199x800.jpg 1199w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-600x400.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-768x512.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1536x1025.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1199px) 100vw, 1199px" /></figure>



<p><strong>24 ปีที่ผ่านมานี้ พวกคุณทำอะไรกันมาบ้าง</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เรามีลูกสามคน ตอนนี้ก็โตกันหมดละ ที่ผ่านมาเราทำงานแยกกัน ซึ่งบางคนก็คิดว่าหลังจากอัลบั้ม <em>‘Temperamental’</em> เราก็ไม่ทำอะไรอีกเลย แต่จริง ๆ เราไม่เคยหยุดทำงานและเริ่มยุ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ๆ แล้วช่วงตั้งแต่ <em>‘Temperamental’</em> มาจนถึงตอนนี้ มันก็ยาวนานกว่าเวลาที่เราทำ <strong>Everything But The Girl</strong> ด้วยกันซะอีก เทรซี่เขียนหนังสือเยอะมาก ผมก็เขียนหนังสือเล่มนึง ทำอัลบั้มเดี่ยว เทรซี่ทำเพลงประกอบหนัง แล้วเราก็มีส่วนร่วมในงานของกันและกันนิด ๆ หน่อย ๆ บางทีก็ช่วยให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ</p>



<p>แต่แล้วทุกอย่างก็ชะงักลงเพราะโควิดแบบที่หลาย ๆ คนก็ได้รับผลกระทบ เราต้องหยุดทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ผมกำลังจะได้ไปทัวร์งานเดี่ยวในปี 2020 เทรซี่ก็กำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่ สุดท้ายแล้วเราต้องอยู่แต่ในบ้าน ช่วงที่ล็อกดาวน์กันเข้มข้นผมเองต้องกักตัวคนเดียวเพราะมีภาวะภูมิแพ้ตัวเอง แต่เราทั้งคู่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมากจากประสบการณ์ในช่วงโรคระบาด</p>



<p>พอเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติช่วงปลาย 2021-2022 เรามองหน้ากันแล้วพูดว่า ‘เอาไงต่อ จะกลับไปทำงานเดี่ยว หรือทำอะไรที่คั่งค้างของตัวเองต่อไหม หรือมันถึงเวลาแล้วที่จะทำอะไรที่ต่างออกไป&#8217; เทรซี่เป็นตัวตั้งตัวตีที่บอกว่าจริง ๆ เราน่าจะทำงานด้วยกัน ‘ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน คิดว่าไง’ ซึ่งผมก็มองว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วล่ะ</p>



<p>เพลงส่วนใหญ่เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี้เอง ใน press release เขียนผิดมาตลอดว่าเราเขียนเพลงตอน 2021 แต่อันที่จริงหลาย ๆ เพลงทำกันในปี 2022 แล้วก็อัด มิกซ์กันในปีนั้นเลย นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เรามาอยู่ตรงนี้กันครับ</p>



<p><strong>การทำเพลงในสตูดิโอเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> ตอนเราเริ่มทำเพลง เรากะทำสบาย ๆ ไม่พยายามกดดันตัวเองมากจนเกินไป หรือบางทีก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้กำลังอัลบั้มกันอยู่ บางทีก็เลยรู้สึกเหมือนยั้ง ๆ มือ ไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ ไม่ใช้ชื่อว่า <strong>Everything But The Girl</strong> ด้วยซ้ำ เราเคยตั้งชื่อโปรเจกต์นี้ว่า ‘Tren’ มาจาก Tracy กับ Ben เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นไซด์โปรเจกต์มากกว่า แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกตอนที่เราเริ่มทำเพลงคือเราเตรียมวัตถุดิบกันมาก่อนจากที่บ้านก่อนจะไปเข้าสตูดิโอ โดยเบ็นจะร่างเพลงในคอม</p>



<p>วันแรก ๆ ที่เราเข้าไปที่สตูดิโอ เราเริ่มใส่เสียงร้องหลักเข้าไปแล้วก็เกิดรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่เราคิดว่า นี่คงต้องเป็น <strong>Everything But The Girl</strong> แล้วแหละ และมันก็จะต้องดีมาก ๆ แน่เลย จากนั้นเราก็เริ่มกระตือรือร้นกันมากขึ้น กล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายตรงหน้า เรามองว่าสิ่งนี้น่าตื่นเต้นและดูเป็นไปได้</p>



<p><strong>ทำไมตั้งชื่ออัลบั้มว่า <em>‘Fuse’</em></strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> ชื่ออัลบั้มมาตอนหลังเลย <em>‘Fuse’</em> มันมาจากการการที่เราอยากจะเก็บความเข้มข้นของความรู้สึกนั้นไว้ คือคำนี้มีสองความหมาย อันแรกหมายถึงเวลาเราจุดชนวนระเบิด เหมือนเป็นไอเดียที่เราเริ่มทำอะไรกับสิ่งที่เล็กมาก ๆ จนมันสำเร็จลุล่วงออกมา กับอีกความหมายคือการหลอม สองสิ่งผสานรวมกัน ซึ่งตอนที่เราตั้งชื่ออัลบั้มกันเราคิดว่า คำพยางค์เดียวคำนี้มีความหมายที่ทั้งเรียบง่ายและงดงาม และมันสามารถสรุปทุกสิ่งในโปรเจกต์นี้ได้</p>



<p><strong>เราได้ฟัง <em>‘Nothing Left To Lose&#8217;</em> กันเป็นเพลงแรก พูดถึงเพลงนี้หน่อย และทำไมถึงปล่อยเพลงนี้ก่อน</strong></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Everything But The Girl - Nothing Left To Lose" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/M6QKZJeK-5w?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>เบ็น:</strong> ตอนที่เราทำอัลบั้ม เราทำมาแต่เพลงแอมเบียนต์ ไม่มีบีต อย่าง <em>‘Interior Space’ ‘When You Mess Up’</em> แล้วอัลบั้มก็เริ่มออกมาเป็นสไตล์ atmospheric downtempo ในช่วงแรก เหมือนว่าพอเราเริ่มมั่นใจมากขึ้น เราก็เริ่มทำเพลงเร็วขึ้น ใส่จังหวะเพิ่มเข้าไป แล้วผมก็พบว่าตัวเองกลับมาตกหลุมรักการโปรแกรมมิงบีตอีกครั้ง แล้วตอนที่เริ่มจะคุ้นเคยกับมันก็ได้จังหวะหรือทำนองที่ควรจะเป็นออกมา ซึ่ง <em>‘Caution To The Wind’</em> เป็นเพลงท้าย ๆ ของอัลบั้มนี้ที่เราทำ จากนั้นเราก็คิดว่าจะทำต่อได้อีกซักเพลงมั้ยนะ แล้ว <em>‘Nothing Left To Lose’</em> ก็เกิดขึ้น แล้วเหตุผลที่ผมชอบมันมากในทางดนตรีคือมันสามารถเก็บเกี่ยวเอากลิ่นอายของซาวด์เฉพาะตัวแบบที่พวกเราเป็นในช่วง 90s ออกมาได้ โดยสอดแทรกจังหวะและการเรียบเรียงเพลงในยุคอัลบั้ม <em>‘Temperamental’</em> เข้าไป ซึ่งเรามีความสนใจที่จะทำเพลงให้มันมีความเป็นวงของเรา แต่ไม่ลืมที่จะทำให้มันร่วมสมัยด้วย ซึ่งบีตที่ให้ความรู้สึกแบบ 2-step หรือ breakbeat แล้วไหนจะไวเบรโต เทรโมโลหนัก ๆ ในไลน์เบสนั่นอีก อะไรเหล่านี้ทำให้ผมมองว่ามันมีรสชาติของเพลงอิเล็กทรอนิกในยุคนี้อยู่</p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> ฉันว่าเพลงมันมีความรีบเร่งอยู่ (<strong>เบ็น:</strong> ใช่ เนื้อเพลงน่ะ) ตอนเราคุยกับผู้กำกับมิวสิกวิดิโอ เราบอกเขาว่า ‘คุณลองจินตนาการบรรยากาศของความหดหู่ในเพลงนี้สิ ความที่มันจะไม่ทันการ ความสิ้นหวังที่จะรู้สึกคอนเน็กกับใครสักคน’ แล้วไหน ๆ จะเป็นเพลงแรกของการกลับมาในรอบ 24 ปีแล้วเนี่ย มันก็ต้องสร้างอิมแพ็ก มันไม่ควรจะเป็นแค่ อุ๊ย กลับมาแล้ว ดีใจจังเลย แต่เราอยากให้ตัวของเพลงเองมีความน่าตื่นเต้นแบบที่คนฟังครั้งแรกแล้วจะว้าวไปกับมันด้วย ดังนั้นเรารู้สึกว่า เพลงนี้แหละเราค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะเป็นเพลงแรกที่เราปล่อย</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> เหมือนกับว่ามันสามารถสื่อสารสิ่งที่เราหลงใหลออกมาได้ชัดเจน เราไม่ได้แค่ทำเอาสนุก ๆ เราอยากทำให้มันออกมาดีด้วย</p>



<p><strong>เนื้อเพลง <em>‘Nothing Left To Lose’</em> ท่อน Kiss me while the world decay ได้แฝงนัยยะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือเปล่า มีอะไรแบบนี้ในเพลงอื่นไหม</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ผมว่าไม่มีนะ แต่ถามว่าท่อนนั้นเกี่ยวไหม&#8230; ก็ใช่แหละ เพลงนี้ผมทำเมื่อประมาณสองสามปีก่อน มันติดอยู่ในหัวนิดนึง แต่ถ้าเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ผมก็มีส่วนในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำชุมชนในลอนดอนตอนเหนือซึ่งเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ที่เราควรรักษา แต่สิ่งนี้มันเป็นอะไรที่แยกขาดกับเพลงของเรา จริง ๆ ก็ไม่ได้เอามันมาโยงเพื่อจะใช้เป็นสื่อรณรงค์การอนุรักษ์ธรรมชาติขนาดนั้น ลองสังเกตโพสต์บนโซเชียลของผมจะมีทั้งแชร์เพลง <em>‘Run the Red Light’</em> แล้วก็แชร์เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพน้ำ มันแค่เป็นความสนใจ ณ ตอนนี้ของผมแค่นั้นครับ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกัน ไม่มีความหมายแฝงเรื่องการอนุรักษ์ครับ</p>



<p><strong>ซิงเกิ้ลที่สอง <em>‘Run the Red Light’</em> ก็ได้ผู้กำกับคนเดียวกันมาทำ MV</strong></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Everything But The Girl - Run A Red Light" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/lo9b4buZCNo?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>เทรซี่:</strong> เราวางเพลงนี้ไว้เป็นเพลงที่สอง ซึ่งมันยากมากนะการเรียงเพลงในอัลบั้มเนี่ย แต่เรามองว่าถ้าเปิดมาด้วย <em>‘Nothing Left to Lose’</em> แล้วต่อด้วย <em>‘Run the Red Light’</em> มันถ่ายทอดไอเดียที่ค่อนข้างแข็งแรง มันนำเสนอจิตวิญญาณของสิ่งที่เรากำลังอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนมองว่าเราทำได้ดี เพลงนี้เป็นเพลง downtempo ช้า ๆ หน่อย แล้วพอเรานึกถึงการทำ mv เราก็กลับไปหา Charlie Di Placido ที่ก็ทำเพลงแรกให้เรา บอกเขาว่า ‘อยากได้ mv เต้น ๆ อีกเพลง แต่คราวนี้เป็นเพลงช้านะ’ เราว่าแค่เริ่มมันก็เป็นไอเดียที่ท้าทายแล้วที่เอาการเคลื่อนไหวร่างกายมาช่วยถ่ายทอดอารมณ์ในเพลงให้เห็นภาพ เราค่อนข้างคิดเยอะกับมันนะ เพราะเราไม่อยากอยู่ในมิวสิกวิดิโอแล้ว ทำมาเยอะแล้ว ซึ่งเราก็มองว่ามันยากที่จะให้เราไปทำอะไรแบบเดิม ๆ และมันก็น่าเบื่อ ดังนั้นให้คนอื่นมาเต้นคงจะดีกว่า และนั่นคงทำให้เพลงมีชีวิตชีวากว่าด้วย</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> จริง ๆ แล้วเพลงนี้เป็นเพลงที่เก่าสุดในอัลบั้ม ก่อนหน้านี้ผมบอกว่าเพลงส่วนใหญ่เขียนขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว แต่ประมาณหน้าร้อนที่แล้วตอนที่เราทำไปได้ 2 ใน 3 ของอัลบั้ม เทรซี่บอกให้ผมเอาเพลงที่ทำ ๆ ไว้มาให้เธอฟังหน่อย ผมมีโครงเพลง มีเดโม่ที่อัดไว้ใน iPhone อยู่ เพลงนี้ก็เก่าละเขียนเมื่อหลายปีก่อน อันที่จริงผมตั้งใจจะให้เพลงนี้อยู่ในงานเดี่ยวของผม แต่จบงานไม่ได้ซักที เลยเปิดเพลงนี้ให้เทรซี่ฟังบนโต๊ะกินข้าวพลางคิดในใจว่า ‘ต้องฉิบหายแน่เลย’ แต่ปรากฏว่าเทรซี่ชอบมาก แล้วมันก็กลายมาเป็นเพลงในอัลบั้มนี้</p>



<p>เนื้อเพลงเป็นการที่ผมหยิบเอาช่วงชีวิตตอนที่เป็นดีเจทุก ๆ วันเสาร์อาทิตย์ช่วงต้นปี 2000s ซึ่งผมทำงานนี้มาเป็นเวลาค่อนข้างนาน มันก็จะทำให้เจอกับหลาย ๆ คนที่มาเที่ยวคลับ พอคุยกันเขาก็จะเล่าความฝันหรือเป้าหมายสิ่งที่อยากทำให้ผมฟัง เพลงนี้เกี่ยวกับคนตัวเล็กที่มีฝันที่ยิ่งใหญ่ คนที่หวังว่าวันนึงจะประสบความสำเร็จและกลายมาเป็นคนสำคัญ ผมชอบที่มันเก็บเกี่ยวเอาทั้งบรรยากาศและความน่าหลงใหลที่อัลบั้มนี้มีเอาไว้ได้หมด รวมไปถึงถ่ายทอดความรู้สึกเปราะบางของบางคน ที่สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้</p>



<p>ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้จักเพลงของ <strong>Bruce Springsteen</strong> หรือเปล่า จากอัลบั้ม <em>‘Born to Run’</em> ชื่อว่า <em>‘Meeting Across the River’</em> ถ้าไม่รู้จักแนะนำให้ไปลองฟังกันนะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ไอเดียการเขียนเนื้อของเพลงนี้มีความใกล้เคียงกันมากกับที่ Springsteen เล่าเรื่องราวในเพลงนั้น เป็นเพลงที่ผมชอบเสมอมา เกี่ยวกับคนตัวเล็ก ๆ ที่อยากได้รับโอกาสที่จะได้ลองทำอะไรอีกสักครั้ง</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-4-3 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="Meeting Across the River" width="1020" height="765" src="https://www.youtube.com/embed/c6OAtvjSf1Y?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>รู้สึกยังไงที่ได้กลับมาทำงานด้วยกัน</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ตอนที่เราเริ่มทำอัลบั้มนี้ จริง ๆ เรากังวลกันมากนะ เราทำงานแยกกันมา 20 กว่าปี แล้วเราก็เคยชินกับการตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง เรากลัวว่าถ้ากลับมาทำงานด้วยกันแล้วเราจะทะเลาะกัน หรือบางอย่างที่ทำอาจจะไม่เวิร์ก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า การได้กลับมาร่วมงานกันมันเหมือนการได้ปลดปล่อยมากกว่า อย่างงานที่เราคิดไม่ออก บางทีการมีอีกคนมาช่วยคิดก็ช่วยให้เราจบงานได้ และส่วนมากเพลงในอัลบั้มนี้ก็เป็นการที่คนนึงเริ่มงานไว้ครึ่งนึง แล้วอีกคนก็มาทำให้มันน่าสนใจขึ้น หรืออาจจะเขียนอีกส่วนนึงขึ้นมาใหม่แล้วเราค่อยมาทำให้มันปะติดปะต่อกัน มันยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่เป็นอัลบั้มที่เราสองคนทำมันขึ้นมาจริง ๆ</p>



<p><strong>ตอนที่เริ่มทำอัลบั้มนี้กัน มีอะไรที่ตั้งใจจะเขียนออกมาอยู่แล้ว หรือว่าไอเดียผุดขึ้นมาระหว่างที่ทำเลย</strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> ฉันว่างานชุดนี้เป็นอะไรที่เราวางโครงสร้างมันไว้น้อยที่สุดแล้วนะตั้งแต่ที่เคยทำมา เพราะตั้งแต่เริ่มเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันเป็นอัลบั้มด้วยซ้ำ หรือคิดว่ามันควรจะเป็นยังไง หรือติดตามผลว่าทำไปถึงไหนแล้ว เราไม่ได้บอกใครเลยว่าเรากำลังทำเพลงกันอยู่ แค่เริ่มเลย ไม่ได้มีความคิดว่าอยากจะสัมผัสประสบการณ์หรือมีความหลงใหลได้ปลื้มอะไรอีกจากการทำเพลงด้วยกัน อันที่จริงเราก็คิดมาตลอดว่ามันไม่น่าจะรอด ดังนั้นคงไม่มีใครอยากรู้ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ คงไม่มีใครสนใจว่าเราต้องพยายามแค่ไหน แต่เราก็ไม่ฝืนนะ ถ้าเราทำออกมาไหวแค่ 4 เพลงก็คงจะปล่อยแค่ EP แต่นี่มันคือการปลดปล่อยอะไรก็ตามที่จู่ ๆ มันก็โผล่ขึ้นมา มันมีบางเพลงที่เราทำกันไปได้ครึ่งทางแล้วหยุดอยู่แค่นั้นเพราะรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ก มันเป็นอะไรที่แค่ มีไอเดียแบบนี้นะ ไหนมาลองดูซิว่าจะออกมาในรูปแบบไหน รูปแบบนี้ที่มันเป็นจิตวิญญาณของอัลบั้ม</p>



<p><strong>คิดว่าแฟนเพลงที่ชื่นชอบงานเก่า ๆ จะชอบเพลงชุดใหม่ไหม</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ผมว่าเวลาที่คุณทำเพลง อย่างแรกเลยคุณต้องไม่นึกถึงคนฟัง มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่มานั่งคาดหวังถึงผลลัพธ์ว่าเพลงจะทำงานดีไหม คนจะชอบไหม ผมว่าถ้าคุณอยากจะสร้างสรรค์จริง ๆ คุณแค่ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และอยากเล่าเรื่องอะไรก็ทำไปเลย คุณต้องแน่วแน่กับตัวเอง ตอนที่เราเริ่มโปรเจกต์นี้ เราพยายามจะไม่ไปตีกรอบอะไรมันเลย แล้วเราว่าอัลบั้มก่อนหน้าที่ทำไว้เมื่อนานมาแล้ว เราสามารถที่จะเป็นตัวเองได้เต็มที่เพราะเราเองก็ใหม่มาก</p>



<p>ตอนที่เรากลับมาทำเพลงกันอีกครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราพยายามทำให้เพลงของเรายังมีความเป็นตัวเราอยู่ ดังนั้นมันก็น่าจะทำงานกับคนที่ชอบสไตล์ของเราอยู่บ้าง เสียงของเทรซี่ ช่องว่างในการเรียบเรียงเพลงของเราที่เปิดโอกาสให้เสียงหรือคอร์ดใหม่ ๆ เข้ามา เราไม่มานั่งคิดว่า ‘โอ้ คนที่ชอบงานของเราในปี 80s จะชอบอัลบั้มนี้มั้ยนะ’ หรือคนยุคต้น 90s คนที่ชอบงานอิเล็กทรอนิกช่วงกลาง 90s จะชอบมันรึเปล่า เราก็ปล่อยให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามธรรมชาติของมัน</p>



<p>พอลองมองย้อนกลับไปหลังจากที่เราทำอัลบั้มนี้เสร็จ เราก็คิดว่าบางทีเราอาจจะนำเสนอบางอย่างที่สามารถดึงดูดคนฟังหลาย ๆ กลุ่มได้ เพลงอย่าง <em>‘When You Messed Up’</em> หรือ <em>‘Run the Red Light’</em> มีความกลมกล่อมและมีเนื้อเพลงที่เพราะ มันมีความใกล้เคียงกับเพลงช้าที่เราเคยเขียน ๆ กันมา หรือ <em>‘Nothing Left To Lose’</em> กับ <em>‘Caution To The Wind’</em> ก็เป็นเพลงที่มีจังหวะ มีความเป็นคลับมิวสิกแบบที่เราเคยทำ แต่เราในฐานะคนแต่งเพลง การที่เราสองคนทำงานด้วยกันมาตลอดก็เชื่อว่าทุกเพลงที่เขียนมีซาวด์ที่ชัดเจน ลายเซ็นของ <strong>Everything But The Girl</strong> ยังคงแข็งแรงมาก ๆ อยู่</p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> ฉันว่าหัวใจของการทำงานคือศิลปินต้องเชื่อในตัวเอง เราโชคดีที่มีคนฟังติดตามผลงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งแฟนกลุ่มนี้ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสไตล์และทิศทางของเพลงมาก็เยอะ ดังนั้นเราค่อนข้างเชื่อในงานใหม่ของเรา เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำแล้วคนฟังก็น่าจะยังชอบอยู่ อย่างที่เบ็นบอกคือตอนเริ่มโปรเจกต์เราแค่ต้องเชื่อสัญชาตญาณของเรา และสุดท้ายแล้วถ้าเราชอบเพลงของเรา เราก็มีความคาดหวังให้คนฟังที่ชอบงานเราในอดีตจะชอบงานใหม่ของเราด้วย เพราะเพลงเหล่านี้ที่เราทำขึ้นมาไม่ว่าจะยุคสมัยนั้นก็เป็นเราทั้งนั้น</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> มองย้อนกลับไปตลอดชีวิตการเป็นวงของเรา ผมเข้าใจว่ามันมีเพลงหลากหลายแนวมากที่เราทำกันมา แต่ผมคิดว่ามันมีบางอย่างเกี่ยวกับการเขียนเพลงของเรา เสียงของเทรซี่ ไม่เกี่ยวกับว่าเราต้องทำเพลงกับวงออเคสตรา หรือเราใส่เสียงกีตาร์อะคูสติกเข้าไป มันเป็นอะไรบางอย่างที่มีความเป็นเราอยู่ ที่ยังเหมือนเดิมในทุก ๆ งานที่ออกมา</p>



<p><strong>ตลอด 20 กว่าปีมานี้ มีอะไรในวงการดนตรีที่เปลี่ยนไปบ้างสำหรับคุณ</strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> หลายอย่างเปลี่ยนไปมาก ๆ เลยค่ะ ฉันว่าเราสองคนก็ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในอุตสาหกรรมดนตรีแบบค่อยเป็นค่อยไปมาโดยตลอดนะ ตั้งแต่ที่เราทำ <strong>Everything But The Girl</strong> กันมา 20 กว่าปี แน่นอนว่าเรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่มาถึงจากโซเชียลมีเดีย ได้รู้ว่ามันสร้างผลกระทบยังไงบ้าง เหมือนเป็นคนละโลก เทียบกันไม่ได้เลยค่ะ</p>



<p>ฉันว่าสิ่งที่รู้สึกได้ชัดมากสำหรับเราคือตอนที่เราปล่อย <strong>Everything But The Girl</strong> ในยุคโซเชียลมีเดีย เมื่อก่อนตอนเราปล่อยโซโล่โปรเจกต์ มันได้รับความสนใจประมาณนึง แต่ไม่เยอะเท่าตอนเรามีข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้มนี้ แล้วก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียของเราทั้งอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ พร้อม ๆ กันเต็มไปหมด มันน่าทึ่งมาก ยังจำได้เลยว่าเช้าที่ <em>‘Nothing Left to Lose’</em> ถูกเปิดในคลื่นวิทยุในอังกฤษที่ปกติเราจะฟังกัน มันก็ถูกปล่อยทางออนไลน์ในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของเราก็มีโนติเด้งเข้ามารัว ๆ คือเราได้รับเสียงตอบรับจากคนที่ได้ฟังมันครั้งแรกไปพร้อม ๆ กับเราแทบจะในทันที ตื้นตันมากเลยค่ะ ฉันไม่เคยมีความรู้สึกนี้มาก่อนเลย ตอนที่เราปล่อยเพลงกัน สิ่งที่เราได้รับเป็นอย่างแรกคือความเงียบ อัลบั้มของเราก็วางอยู่ในร้านอย่างนั้น รอให้คนมาซื้อ หวังที่จะได้ยินดีเจสักคนเปิดมันในวิทยุ หวังว่าแฟนเพลงจะชอบมัน แต่เราไม่มีทางรับรู้ได้เลย และนี่คือครั้งแรกที่เราได้รับเสียงตอบรับท่วมท้น ทุกคนคอมเมนต์กันมาเยอะมาก ‘ชอบจังเลย’ ‘ตื่นเต้นมาก ๆ เลย’ ‘ดีใจที่พวกคุณกลับมา’</p>



<p>แต่ฉันก็รู้นะว่าโซเชียลมีเดียก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน มันทำให้ศิลปินต้องกดดันและทำงานหนักขึ้นมาก เพราะต้องมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ต้องปล่อยเพลง มีคอนเทนต์ตลอด แต่ขณะเดียวกันมันก็ได้สร้างคอมมิวนิตี แน่นอนไม่ใช่แค่ที่นี่แต่เป็นทั่วโลก เราได้เชื่อมต่อและบอกเล่าความรู้สึกกับคนมากมาย นั่นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากค่ะ</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> การได้อ่านคอมเมนต์ใต้เพลงของเรา มันเป็นเหมือนให้คนฟังได้มีโอกาสได้เล่าเรื่องราวของเขาเองว่ารู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงยังไง แล้วเราตื้นตันใจมากเวลาได้รู้ว่ามันส่งผลแตกต่างกันกับคนฟังแต่ละคนยังไงบ้าง เรื่องที่ส่วนตัวสุด ๆ ของเราอาจจะไปตรงกับชีวิตของใครสักคน และเมื่อรู้ว่าเพลงสามารถสร้างอิทธิพลกับคนคนนึงได้ เราก็จะยิ่งไม่ปล่อยมันเลยตามเลย มันสำคัญมากที่คนฟังสามารถแสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกกับงานของเรายังไง และเราเองก็ต้องเคารพในจุดนั้น มันไม่สำคัญว่าจะเป็นเพลงเก่าหรือใหม่ เราโชคดีมาก ๆ แล้วที่ยังมีคนฟังงานของเรา และยิ่งถ้ามันมีความหมายกับคนฟัง มันยิ่งเป็นเรื่องที่สุดยอดไปเลยครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-534x800.jpg" alt="" class="wp-image-89793" width="468" height="701" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-534x800.jpg 534w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-267x400.jpg 267w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-768x1151.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-1025x1536.jpg 1025w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2-600x900.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-2.jpg 1366w" sizes="auto, (max-width: 468px) 100vw, 468px" /></figure>



<p><strong>มีแผนจะกลับมาทัวร์ไหม</strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> จริง ๆ เราไม่ได้วางแผนอะไรเลย ตอนเราเริ่มทำเพลงเราตกลงกันว่า โอเค คงทำแค่อัลบั้มนะ ไม่ได้จะกลับมาแอ็กทิฟและต้องออกทัวร์คอนเสิร์ตแบบแต่ก่อนแล้ว มันเป็นสิ่งที่เราเคยอยากทำมาก ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ฉันพบว่าเพลงที่เขียนมันมีความยากในการเอาไปเล่นสด และฉันก็ไม่ได้รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือที่จะต้องเอามันไปเล่นให้ได้</p>



<p>ฉันแทบไม่เห็นภาพตัวเองตอนนี้บนเวทีเลย ลองมองย้อนไปถึงสิ่งที่ตัวเองทำเมื่อก่อน ฉันนับถือตัวเองมากนะที่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้เล่นสด มีความกล้าที่จะเฉิดฉายบนเวทีแทนที่จะรู้สึกประหม่า และยังออกทัวร์คอนเสิร์ตหลายต่อหลายปี ถ้าจะกลับมาทัวร์ได้ ฉันจำเป็นต้องมีความอยากกระหายแบบนั้น เพื่อจะมากระตุ้นตัวเองให้ก้าวข้ามข้อกังขาในตัวเองที่มีอยู่ตอนนี้ให้ได้ แต่พอเริ่มอายุมากขึ้นความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ หายไปทีละนิด ฉันไม่ได้อยากจะขึ้นเวทีไปแสดงต่อหน้าคนมากมายอีกแล้ว ฉันรักการทำเพลงในสตูดิโอ ที่ที่ฉันสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์และปลดปล่อยตัวเองได้เต็มที่ ฉันพบว่าการทำเพลงได้จากที่บ้านแล้วไปจบงานในสตูดิโอเป็นอะไรที่สนุกและตื่นเต้นมาก สำหรับอัลบั้มนี้ฉันว่าเพียงพอแล้วค่ะ</p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ในมุมมองของผม การกลับมาเล่นสดเป็นอะไรที่ยากขึ้นมากยิ่งผมมีภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โดยเฉพาะช่วงยุคหลังโควิดเนี่ย ผมจะไม่โอเคมากถ้าเกิดว่าเราได้ไปเล่นในอารีนาใหญ่ ๆ แล้วเกิดต้องแคนเซิลทัวร์แบบกะทันหัน มันคงจะเกิดความยุ่งยากและน่าจะทำให้หลายคนไม่แฮปปี้ มันเป็นอะไรที่ไม่คุ้มเสี่ยง แต่ถ้าในมุมของความคิดสร้างสรรค์ ผมพบว่าการเล่นสดทำให้ศิลปินต้องย้อนกลับไปหางานเก่า ๆ เพราะแฟนเพลงคงจะอยากฟังเพลงฮิตของคุณ เขาอยากให้คุณเล่นเพลงที่เป็นเพลงโปรดของเขา ด้วยความเคารพครับ การที่กลับมาอยู่บนเวทีและเล่นเพลงฮิตจากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจพวกเราเท่าไหร่ อัลบั้มที่ผ่าน ๆ มาของเราได้รับความรักจากคนฟังมากมาย และเราเองก็ให้ความเคารพมัน แต่ในฐานะศิลปินเรารู้สึกตื่นเต้นกว่ากับการได้ทำอะไรใหม่ ๆ การได้เข้าสตูดิโอและได้ใช้ความคิดในการสร้างโปรดักชันใหม่ ๆ และมีซาวด์เอนจิเนียร์รุ่นใหม่ ๆ ที่กระหายจะร่วมงานกับเรา เราสนุกกับการได้สร้างดนตรีและเขียนเนื้อเพลงใหม่ ๆ ทำอะไรที่สดใหม่าตลอดเวลามากกว่า</p>



<p><strong>เล่าถึงซิงเกิ้ลที่กำลังจะปล่อยพร้อมกับอัลบั้มให้เราฟังหน่อย</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> <em>‘No One Knows We’re Dancing’</em> เป็นเพลงกรูฟเบสที่เราทำเสร็จเป็นเพลงท้าย ๆ เลยมั้ง มันเป็นการวาดภาพผู้คนที่ผมพบเจอในช่วงที่ยังเล่นดีเจอยู่ตอนปลาย 90s ถึงต้น 2000s ทุกคลับเล็ก ๆ จะมีซันของมัน ก็คือจะมีตัวละครหน้าซ้ำ ๆ ที่แวะเวียนมาเจอกัน แล้วก็เริ่มทำความรู้จักกัน ผมพยายามเล่าเหตุการณ์นั้นให้เห็นภาพ เหมือนกับตอนที่ <strong>Lou Reed</strong> ในยุค 70s ที่เขาชอบไปนั่งที่มุมนึงของถนนในนิวยอร์กแล้วเขียนเพลงถึงคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ผมอยากทำให้ภาพนั้น หรือสถานที่นั้นแจ่มชัดในเพลงของเรา ซึ่งมันสามารถนำเสนอความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อล้นอยู่ในอัลบั้มของเรา ความรู้สึกที่เราโหยหาการกลับมาพบปะกันของผู้คน การเข้าสังคมกันอีกครั้ง ผมว่าเราทุกคนติดแหงกอยู่กับตัวเองนานเกินไปในช่วงโควิด เพลงของเราหลายเพลงในชุดนี้พูดถึงความโดดเดี่ยว แต่เพลงอย่าง <em>‘No One Knows We’re Dancing’</em> พูดถึงการมาเจอกันและได้ปาร์ตี้กันอีกครั้ง การมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่คุณรู้จัก อันที่จริงอัลบั้มนี้มันเหมือนเป็นการพูดถึงโลกส่วนตัวและโลกข้างนอกไปพร้อม ๆ กัน มีทั้งเหงา ๆ อยู่แต่ในบ้าน กับได้ออกมาเที่ยวคลับ ธีมนี้มันถูกเล่าอยู่แทบทุกเพลงในอัลบั้มเลย</p>



<p><strong>ให้วงเลือกอีกเพลงที่อยากแนะนำจากอัลบั้มนี้มาเล่าให้เราฟัง</strong></p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> <em>‘When You Mess Up’</em> เป็นเพลงแรกที่พวกเราเขียนด้วยกันจริง ๆ ในอัลบั้มนี้ พอเราเขียนเสร็จก็มองหน้ากันแล้วบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีที่พวกเราได้จบเพลงด้วยกันเลยนะ (หัวเราะ) ซึ่งมันก็กลายเป็นเพลงที่มีความสำคัญอยู่เหมือนกัน เพลงนี้เกิดขึ้นตอนล็อกดาวน์ เบ็นเริ่มทำเพลงโดยเขาวาง iPhone ไว้กับขอบเปียโนแล้วอัดเสียงที่เขาเล่นอิมโพรไวส์ ไม่ได้ตั้งใจเขียนเป็นเพลงด้วยนะทีแรก แล้วพอเราจะเริ่มทำเพลง เบ็นก็เอาที่อัดสั้น ๆ อันนี้ให้ฉันฟัง ประมาณนาทีครึ่งเองมั้ง มันฟังดูไม่เหมือนใครดีและฉันว่ามันเพราะมาก ฉันก็เอามาเขียนเนื้อเพลง ซึ่งบางคนคิดว่าฉันพูดถึงลูก ๆ แต่อันที่จริงมันคือฉันเขียนถึงตัวเอง ให้คำแนะนำตัวเองในสิ่งที่ฉันเพิ่งคิดได้ แล้วก็เกี่ยวกับความอดทนและให้อภัยตัวเองตอนที่พัง ๆ ในช่วงนึงของชีวิตที่ไม่รู้จะต้องหันไปทางไหน หรือไม่รู้ว่าอะไรที่จะเข้ามาอิรุงตุงนังอีก</p>



<p><strong>ชอบเพลงไหนที่สุดในอัลบั้ม</strong></p>



<p><strong>ทั้งคู่:</strong> เราชอบหมดเลย! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ฝากถึงแฟน ๆ</strong></p>



<p><strong>เบ็น:</strong> ขอบคุณทุกคนมากครับ เราดีใจที่ได้รู้ว่ามีแฟนเพลงอยู่ในทั่วทุกมุมโลก ถ้าย้อนกลับไปในช่วง 80s ฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่เราปล่อยซิงเกิ้ล <em>‘Cross My Heart’</em> และเพลงนั้นเป็นหนึ่งในเพลงโปรดของพวกเรา ซึ่งเราก็ได้รับความรักจากคนที่นั่นอย่างล้นหลาม รวมถึงคนอีกมากมายจากทั่วทุกมึมโลก</p>



<p><strong>เทรซี่:</strong> มันน่าทึ่งมากที่ทุกคนได้มาพูดคุยกับเราในวันนี้ มันสุดยอดมากจริง ๆ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลยค่ะ</p>



<p>อัลบั้ม <em>‘Fuse’</em> จาก <strong>Everything But The Girl</strong> เปิดให้พรีออเดอร์ได้แล้ววันนี้ <a href="https://ebtg.lnk.to/Fuse-PreOrder"></a><a href="https://ebtg.lnk.to/Fuse-PreOrder">https://ebtg.lnk.to/Fuse-PreOrder</a> และจะพร้อมให้ฟังทุกช่องทางในวันที่ 21 เมษายนนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1199" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1-1199x800.jpg" alt="" class="wp-image-89792" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1-1199x800.jpg 1199w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1-600x400.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1-768x512.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1-1536x1025.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/04/1-1.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 1199px) 100vw, 1199px" /></figure>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/everything-but-the-girl-fuse-interview/">ชวน Everything But the Girl คุยเจาะลึกเบื้องหลัง ‘Fuse’ อัลบั้มใหม่ในรอบ 24 ปี</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘Get Up’ พร้อมก้าวกระโดดไปกับ KIKI วงดนตรีที่ใครก็ฉุดไม่อยู่</title>
		<link>https://www.cdcosmos.com/transmission/kiki-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[peerapong k]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Mar 2023 09:04:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Transmission]]></category>
		<category><![CDATA[Get Up]]></category>
		<category><![CDATA[KIKI]]></category>
		<category><![CDATA[Metamorphosis]]></category>
		<category><![CDATA[Parinam Music]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.cdcosmos.com/?p=89608</guid>

					<description><![CDATA[<p>Story: Montipa Virojpan Photos: Parinam Music KIKI เป็นวงดนตรีวงนึงที่เราอยากชวนมาพูดคุยมากที่สุดในขณะนี้ เพราะนอกจากปรากฏการณ์ก้าวกระโดดที่ใครก็ฉุดไม่อยู่ เราถือว่าพวกเขาเป็นวงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่เคยจำกัดความเป็นไปได้ในงานสร้างสรรค์ของตัวเองเลย จากวงดนตรีอัลเทอร์เนทิฟป๊อปเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศหดหู่ในช่วงเวลาของความไม่แน่นอนที่ทั่วโลกต้องปรับตัวเมื่อปี 2021 ทั้ง 3 คนได้ฝากเสียงดนตรีน่าค้นหาไว้ใน EP ‘We’re blamed for who we are, and then we are forgotten’ และนั่นก็สะกดความสนใจของเราได้อยู่หมัด จนในปี 2022 ที่วงเดินทางมาถึงขวบปีที่ 2 มีอัลบั้มเต็มชุดแรก ‘Metamorphosis: Final Stage’ ออกมาภายใต้ค่าย Parinam Music รวมถึงมีโปรเจกต์กับกลุ่ม NFT ที่ขยายขอบเขตของดนตรีให้ไปไกลกว่าเดิม ต่อมาวงได้ขึ้นแสดงในเฟสติวัลอย่าง Maho Rasop และทัวร์หลายเมืองที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวที่ไหนก็ได้รับความรักจากผู้ฟังทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม มาจนวันนี้ หลายคนยกให้ KIKI เป็นซูเปอร์แบนด์เพราะจำนวนสมาชิกที่มาร่วมเล่นในโชว์เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของดนตรีที่ไม่หยุดพัฒนา และหลาย</p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/kiki-interview/">‘Get Up’ พร้อมก้าวกระโดดไปกับ KIKI วงดนตรีที่ใครก็ฉุดไม่อยู่</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Story:</strong> <em>Montipa Virojpan</em> <br><strong>Photos:</strong> <em>Parinam Music</em></p>



<p><strong>KIKI</strong> เป็นวงดนตรีวงนึงที่เราอยากชวนมาพูดคุยมากที่สุดในขณะนี้ เพราะนอกจากปรากฏการณ์ก้าวกระโดดที่ใครก็ฉุดไม่อยู่ เราถือว่าพวกเขาเป็นวงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่เคยจำกัดความเป็นไปได้ในงานสร้างสรรค์ของตัวเองเลย</p>



<p>จากวงดนตรีอัลเทอร์เนทิฟป๊อปเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศหดหู่ในช่วงเวลาของความไม่แน่นอนที่ทั่วโลกต้องปรับตัวเมื่อปี 2021 ทั้ง 3 คนได้ฝากเสียงดนตรีน่าค้นหาไว้ใน EP <em>‘We’re blamed for who we are, and then we are forgotten’</em> และนั่นก็สะกดความสนใจของเราได้อยู่หมัด จนในปี 2022 ที่วงเดินทางมาถึงขวบปีที่ 2 มีอัลบั้มเต็มชุดแรก <em>‘Metamorphosis: Final Stage’</em> ออกมาภายใต้ค่าย Parinam Music รวมถึงมีโปรเจกต์กับกลุ่ม NFT ที่ขยายขอบเขตของดนตรีให้ไปไกลกว่าเดิม ต่อมาวงได้ขึ้นแสดงในเฟสติวัลอย่าง Maho Rasop และทัวร์หลายเมืองที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวที่ไหนก็ได้รับความรักจากผู้ฟังทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม มาจนวันนี้ หลายคนยกให้ KIKI เป็นซูเปอร์แบนด์เพราะจำนวนสมาชิกที่มาร่วมเล่นในโชว์เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของดนตรีที่ไม่หยุดพัฒนา และหลาย ๆ คนก็มีชื่อเสียงในฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดาราวกับเป็นการรวมดาววงการเพลงอินดี้</p>



<p>ล่าสุดพวกเขาก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล TOTY Music Awards ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเพลงไทย เพราะได้เปิดโอกาสให้วงดนตรีทางเลือกได้มีพื้นที่บนเวทีเดียวกับศิลปินกระแสหลัก นับเป็นความสำเร็จก้าวเล็ก ๆ ที่เรารู้สึกดีใจไปกับพวกเขา และวงเองก็คงไม่คิดมาก่อนว่าพวกเขาเป็นอีกตัวแปรสำคัญของวงการนี้มากแค่ไหน</p>



<p>Transmission ขอแสดงความยินดีกับวงแบบอ้อม ๆ ผ่านบทสัมภาษณ์สุดจะครบรสชิ้นนี้ และสำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อของ KIKI เราขอถือโอกาสนี้พาคุณไปรู้จักกับพวกเขา</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01-710x800.jpg" alt="" class="wp-image-89609" width="506" height="570" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01-710x800.jpg 710w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01-355x400.jpg 355w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01-768x865.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01-600x676.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_01.jpg 1206w" sizes="auto, (max-width: 506px) 100vw, 506px" /><figcaption class="wp-element-caption">สมาชิก KIKI</figcaption></figure>



<p><strong>สมาชิก KIKI</strong><br>เฮเลน—เอเลน่า อะมาร็องตินิซ์ พันธุ์สุข <br>บอส—ภูริช พันธุ์สุข <br>นนท์—ธนญ แสงเล็ก</p>



<p>จากวันแรกที่เราคุยกัน <a href="https://ihatenifty.com/kiki-interview/">https://ihatenifty.com/kiki-interview/</a> วงยังทำงานแบบ D.I.Y. กันอยู่ ในวันนี้ที่มีค่ายแล้ว การทำงานของวงเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เรารู้สึกว่าเราทำงานกันมาดีมากตั้งแต่เป็นศิลปินอิสระช่วงที่เราทำ EP แต่เราใหม่มาก ณ ตอนนั้น ยังไม่ได้มีคนรู้จักเยอะ เลยรู้สึกว่ายิ่งต้องถีบตัวเองเพื่อให้คนได้เห็นเราในกระแสมากขึ้น พวกตารางงานอะไรเราต้องเป็นคนวางมันหมด แล้วมันจะมีโมเมนต์ที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ วน ๆ มีความเป็นแพตเทิร์นอยู่ ก็จะเริ่มรู้สึกว่า ‘ขี้เกียจจัง ต้องทำอีกแล้วหรอ’</p>



<p>พอมีค่ายเขาก็มีความไหลลื่นในการทำงานมากขึ้น ช่วยซัพพอร์ตเราในด้านการกระจายข่าวส่งสื่อ ความรับผิดชอบในด้าน PR ที่ค่ายดูแลให้มันแบ่งเบาเราไปได้ค่อนข้างเยอะเลย เพราะนอกเหนือจากเรื่องทำเพลง เราก็มีอย่างอื่นทำด้วยเหมือนกัน แล้วบางทีเราอาจจะลืมดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเราส่งอันนั้นไปรึยัง ทำอันนี้ไปรึยัง เว้นแต่ว่าพวก song bio ส่วนใหญ่เราก็ยังต้องเป็นคนเขียนเองเพราะเราเป็นคนแต่ง</p>



<p><strong>บอส:</strong> รู้สึกว่ามีคนช่วยต่อยอดสิ่งที่เราทำ ทั้งในเรื่อง mv ภาพ ซึ่ง Parinam ก็ซัพพอร์ต</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ใช่ เหมือนเราบอกพี่ปูม (ปิยสุ โกมารทัต) ว่าอยากได้แบบนี้จัง แล้วพี่ปูมก็เสกมาให้ เสกได้หมด (หัวเราะ) มันอาจจะเป็นปกติอยู่แล้วของการมีค่ายมั้ง แต่ที่นี่มีความยืดหยุ่นมาก อยากได้ยังไง อยากลงตอนไหน อยากเขียนข้อความยังไงก็ได้ คือจะมีความตามใจเรามาก ๆ ประมาณนึง เรารู้สึกขอบคุณ Parinam มาก ๆ ที่ให้พื้นที่เราในค่ายแล้วยังไม่กีดกันเรื่องการสร้างสรรค์หรือสิ่งที่เราต้องการ เหมือนเขาต้องการซัพพอร์ตจริง ๆ ไม่ได้ยัดเยียดว่าเราต้องมีภาพออกมายังไง มันเหมือนเขาคิดว่าเรารู้แก่ใจว่าเราอยากนำเสนอออกมาแบบไหน เขาเลยมีหน้าที่ทำให้ออกมาคมและชัดเจนมากขึ้น ด้วยประสบการณ์ของคนที่ทำงานกับเขามาและตัวพี่ปูมเอง ทีมของเขาดูกันเองมันเลยเร็ว ทุกอย่างมันไม่ต้องบรีฟหลายรอบ แก้กันไปมา เราเลยเอนจอยการอยู่ค่ายนี้มาก ๆ เป็นบ้านหลังใหม่ของเราที่แฮปปี้</p>



<p><strong>‘Metamorphosis: Final Stage’</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เราเริ่มกันมาก็มีแค่เรา 3 คน ณ ตอนนั้นพี่นนท์ พี่บอส ยังมีชื่ออยู่ในสังคมการทำเพลงกับอีกวงนึงมากกว่า ซึ่งเรารู้สึกว่าอยากให้มันเป็น statement ว่ามันเป็นการเริ่มใหม่ของเรา กลับมาเป็นเบบี๋แบเบาะ no one อีกรอบนึง เลยเริ่มจากจุดนั้นไล่ ๆ ไปตามศักยภาพในการทำเพลงที่เรามี ที่เราทำได้ เรามองว่า EP เป็นร่างวิวัฒนาการอันนึงของเรา ส่วนอัลบั้ม <em>‘Metamorphosis: Final Stage’</em> เป็นร่างสุดท้ายที่เราพร้อมให้คนเห็นแล้วว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราเลยใช้คำนี้เพราะมันคือ adulting stage ที่สามารถออกไปล่า ออกไปหากิน ไปอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเต็มตัว แต่ถ้าถามเราตอนนี้เราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าการเอาตัวรอดที่จะอยู่ วงการนี้มันต้องทำยังไง หลาย ๆ คนก็คงไม่รู้ แต่เราก็มองมันเป็นวัฏจักร เดี๋ยวก็มีผู้ล่า เดี๋ยวก็มีผู้เล่นใหม่โผล่มา แต่เราขอเป็นกบในเกมนี้พอ กบมันเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวกระโดดด้วย อยู่นิ่งก็โดนกิน ต้องขยับตลอดเวลา</p>



<p><strong>บอส:</strong> แล้ว <strong>KIKI</strong> ก็ขยับตลอดเวลาจริง ๆ เพลงเราจะมีกรูฟ</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เรามองตัวเองแบบนั้นเสมอมา เราไม่ได้ต้องการเป็นสัตว์ที่สวยงาม ไม่ได้เป็นผีเสื้อ สิงโตอะไร เราอยากเป็นกบเนี่ยแหละ เอาจริงไอเดียนี้ต้นทางมันมาจากทางณัฐนนท์ (jahflame) ด้วย ตอนนั้นเหมือนเขาฟังเพลงเราละมองว่าเราเป็นสัตว์นั้นนี้ ส่งมาให้หลายแบบ แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่กบ เราก็ไม่ได้ถามเขานะว่าทำไมถึงเลือกตัวนี้ แต่กลับกลายว่าเป็นเราชอบมัน เพราะเรามองว่ากบเป็นสัตว์ที่หลาย ๆ คนค่อนข้างแหยง แต่บางคนก็มองว่ามันน่ารัก สีสันเยอะ แต่จริง ๆ อาจจะน่ากลัว มีพิษได้ด้วย ซึ่งจริง ๆ มันมีประโยชน์กับระบบนิเวศน์มาก ๆ ไม่มีมันคือไม่ได้เลย กบเป็นสัตว์ที่ติดดินและค่อนข้างเลือกสภาพแวดล้อมที่ตัวเองรู้ว่าเหมาะสมที่จะอยู่ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไม่อยู่ดีกว่า เรารู้สึกว่าเราเป็นอย่างนั้น &#8230;จริง ๆ มันไม่ลึกซึ้งขนาดนั้นหรอก แต่นึกได้ระหว่างทาง หลาย ๆ วงเขาก็ดูจะมีบางสิ่งบางอย่างที่แทนตัวให้เข้าใจง่ายขึ้น เราก็รู้สึกว่ากบประหลาดดีว่ะ ไม่เห็นมีใครใช้มันเลย น่ารัก สีเขียวก็เป็นสีที่ชอบ เพราะว่าเราสายเขียว</p>



<p><strong>ซึ่งดนตรีในอัลบั้มก็ต่างกับ EP ลิบลับเลย</strong></p>



<p><strong>บอส:</strong> EP นี่เหมือนทดลอง</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เป็นงานที่ไม่มีธีมชัดเจนว่าจะทำอะไร เหมือนแค่คุยกันว่าแต่ละเพลงต้องไม่เหมือนกันเลย EP เป็นจุดเริ่มต้นของเรา ทำให้เราเคาะได้ว่าอยากไปทิศทางไหน เราชอบอะไร เพราะ ณ ตอนนั้นเฮเลนก็ยังไม่ถนัดทำเพลง ยังหาไม่ได้ว่าต้องร้องแบบไหน ใช้โทนเสียงแบบไหน ชอบเล่าเรื่องยังไง มันเลยออกมางง ๆ แต่ก็ไม่มีผิดไม่มีถูก (<strong>บอส:</strong> ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรอบตัว) แต่ถามว่าภูมิใจไหมก็คงไม่ขนาดนั้นเพราะมันเป็นการงมค้นหาตัวเองอยู่ เหมือนทำให้เห็นว่าโตมายังไง (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วตอนนี้ชอบเล่าเรื่องแบบไหน</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> จริง ๆ มันเปลี่ยนไปเรื่อยแล้วแต่อารมณ์เราเลย แต่ส่วนใหญ่จะชอบเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอมามากกว่า เพราะรู้สึกว่าเราเล่าเรื่องอะไรแบบนี้ได้ดีกว่ามานั่งเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมา เรื่องราวในชีวิตเราแต่ละคน ร้อยคนก็ร้อยแบบ แต่ความรู้สึกตั้งต้นอย่างโกรธ เศร้า มันมีอยู่ทุกในทุกคน เราเลยอยากลองหยิบยื่นการเล่าเรื่องด้านอารมณ์ให้คนฟังรู้สึกว่า ในการฟังเพลงของเขาก็ยังมีคนที่รู้สึกเหมือนกัน แต่คนนี้มีการเดินทางอีกแบบนึงไม่เหมือนกับเขา เหมือนเป็นการ coexist กันโดยที่ไม่ได้มีจุดหมายปลายทางเดียวกันในการเข้ามาฟัง อย่างบางคนเข้ามาฟัง <em>‘Back in the Game&#8217;</em> ที่จริง ๆ มันเกี่ยวกับ toxic relationship แต่บางคนกลับตีความเป็น ‘วันนี้แฮปปี้จังเลย รู้สึกกลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว’ เขาก็ back in the game เหมือนกันในแบบของเขา เหมือนเราทำเพลงไม่ได้ต้องการตีกรอบคนฟังขนาดนั้น ตีกรอบในที่นี้หมายถึงเราทำเพลงแบบนี้ ตั้งใจเล่าเรื่องนี้ คนฟังต้องรู้สึกแบบเดียวกันกับเราด้วย ซึ่งมันขัดกับการทำเพลงในแบบของเรา</p>



<p><strong>บอส:</strong> เหมือนเวลามีคนถามแนวเพลง เราก็ไม่รู้จะตอบว่าเพลงเราแนวอะไร มันอยู่ที่คนฟัง ถ้าให้เราพูดเองมันคงเป็นอิเล็กทรอนิก อัลเทอร์เนทิฟแหละมั้ง ฟังก์ป๊อป บางคนบอกว่าเราซิตี้ป๊อปจังเลย เราก็ อ๋อหรอ หรือบางคนก็บอกฟังก์กรูฟจังเลย บางคนบอกว่าฝรั่งเศสจังเลย ซึ่งมันเป็นแค่เอเลเมนต์ต่าง ๆ ที่เราชอบ เราเลยคิดว่าการจำกัดแนวเพลงเป็นสิ่งที่ผู้ฟังควรมอบให้เราดีกว่า เพราะแต่ละคนเขามีเทสต์หรือการรับรู้ไม่เหมือนกัน ตรงนั้นเลยอยากปล่อยให้เขาพูดเอง</p>



<p><strong><em>‘Get Up’</em> ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มล่าสุด</strong></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe loading="lazy" title="KIKI  - Get Up (Official MV)" width="1020" height="574" src="https://www.youtube.com/embed/AKBzdtM6Ox4?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe>
</div></figure>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เรื่องมีอยู่ว่า ไปกินเห็ดมา แล้ว bad trip เราลองตัวไม่ดีไปด้วยมั้ง แล้วไม่มีใครช่วยได้เพราะทุกคนกำลัง happy trip ในเส้นทางตัวเอง แล้วในฐานะเราที่เดินทางมาหลายรอบแล้วรู้สึกว่าการเอาอารมณ์ไม่ดีของตัวเองไปยัดใส่คนอื่นมันแย่มากระหว่างทริป เลยบอกได้อย่างเดียวว่ารู้สึกไม่ดี คุยอะไรก็ได้ ไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าต้องการคนดึงเราออกมาจากตรงนั้นมาก เหมือนพี่บอสเป็นคนถามว่าโอเคหรือไม่โอเค ลุกขึ้นมามั้ย แล้วในหัวเรามีคำว่า get up ๆๆๆ พอหายแล้วกลับไปบ้านก็เลยแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งนี้ เพราะว่าเรายังไม่ได้แตะเรื่องนี้เท่าไหร่ เหมือนเป็นการเปิดประสบการณ์ในการเขียนเพลงที่ปกติเขียนอารมณ์สิ่งที่พบเจอมา อันนี้คือความรู้สึกใหม่มาก ๆ เลยที่เกิดจากการใช้เห็ด</p>



<p><strong>บอส:</strong> ในเวิร์สพูดถึงอาการเลย</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ทั้งเพลงเลย Walking down the street of my memories จำได้เลยว่าตอนนั้นคิดถึงพ่อมาก แล้วคิดถึงสิ่งที่ไม่ดีที่เคยพูดกับพ่อไว้แล้วร้องไห้ เหี้ยมาก โฮเลย Fighting shadows of what used to be. Flowers all around, I’m a honeybee. ก็แบบ เฮ้ย นี่เห็นจริงปะวะ คิดอะไรวกไปวนมาอยู่ Pretty sure this is not what I see เนื้อหาไม่มีอะไรขนาดนั้น ก็เมาอะ เหมือนเป็นการที่เราใช้ตัวช่วยเพื่อให้รู้สึกดี เหมือน coping mechanism พอเรา depressed เราเครียด สิ่งที่เราจะทำก็คือถ้าไม่ใช้เห็ด สูบกัญชา ดูดบุหรี่ กินเหล้า แต่ละคนมีวิธีจัดการกับอะไรแบบนี้ที่แตกต่างกัน แต่บางทีเราก็ต้องมี wake up call จากใครสักคนเพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติธรรมดาได้ทุกวันโดยที่ไม่มีมันได้</p>



<p><strong>บอส:</strong> ส่วนเวอร์ชันที่เขียนส่งสื่ออื่นคือ มันเป็นเพลงเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างความจริง กับสิ่งที่เราเชื่ออยู่</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> (หัวเราะ) พี่ปูมบอกว่าขอแบบที่ส่งสื่อได้ เราก็แบบ ปูมซัง ทำไมยากจังอะ เลยเขียนไปประมาณว่า <em>‘Get Up’</em> เป็นเพลงที่คนคนนึงพยายามหลีกหนีจากโลกความเป็นจริงเพราะมันโหดร้ายมาก บางทีมันมีบางอย่างที่ยากที่จะยอมรับได้ แล้วเพลงนี้เป็นการจินตนาการคนที่กำลังสร้างกำแพงที่ไม่จริงขึ้นมา เป็นกำแพงสวยงามที่ทำให้รู้สึกดี กีดกันตัวเองจากโลกภายนอก เหมือนเป็นการสร้าง bubble ให้ตัวเองอยู่ใน comfortzone แต่จริง ๆ <em>‘Get Up’</em> มันเป็นเหมือนเป็นการบอกให้คนอื่นมาช่วยเหลือเราหน่อยแหละ เราไม่ได้บอกตัวเองได้นะ เหมือนเป็นเสียงคนอื่นที่บอกให้เราลุกขึ้น</p>



<p><strong>ได้ดุ่ย Youth Brush มาทำ mv ให้</strong></p>



<p><strong>บอส:</strong> พี่ปูมเลย เอาเพลงให้ดุ่ยฟัง บอกทำได้ ลุยกัน ดุ่ยทำสนุกมาก มาคุยกัน เราบอกอยากได้ mv แบบนี้ มีวง มีคนที่เล่นกับเรามาเล่นด้วยนิดหน่อย แล้วก็บอกว่าเพลงเกี่ยวกับอะไร ประมาณนั้น แล้วดุ่ยละเลงเลยครับ</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> แล้วก็เข้าประเด็นได้ค่อนข้างไว โอเคเลยอะ ชอบการทำงาน pace นี้มากเลย</p>



<p><strong>บอส:</strong> เหมือนดุ่ยเอาเนื้อเพลงมาดึงเป็นภาพ แต่ละ chapter คือการเห็นภาพหลอน เป็นดอกไม้ ผึ้ง พระจันทร์</p>



<p><strong>ตั้งใจจะทำอัลบั้มใหม่ให้ออกมาในทิศทางไหน</strong></p>



<p><strong>นนท์:</strong> เป็นเพลงที่เหมาะกับเอาไปเล่นสดมากขึ้นในอัลบั้มนี้ เรามีกัน 8 คน พยายามให้รู้สึกว่าได้เล่นเครื่องดนตรีกันจริง ๆ อัดกันจริง ๆ ก็จะมีเพลงประมาณนั้นอยู่เซ็ตนึง แล้วก็มีอิเล็กทรอนิก แล้วก็มีกรูฟอีกเล็กน้อย</p>



<p><strong>บอส:</strong> อัลบั้มนี้หลากหลายมาก เราลองใช้ทั้งกีตาร์โปร่งก็มี มีทั้งที่เป็นอิเล็กทรอนิกเยอะ ๆ เลยก็มี มีแค่เครื่องจริง ๆ ซัดกันเลยก็มี อยากให้เหมือนเป็นการต่อยอดจากอัลบั้มที่แล้วให้มันแข็งแกร่งขึ้น และได้ลองอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยลอง เปลี่ยนอะไรให้เยอะขึ้น ยังรู้สึกว่าเล่นอะไรกับมันได้เยอะอยู่ คนที่ชอบอัลบั้มที่แล้วถ้ามาฟังอัลบั้มนี้ก็น่าจะรู้สึกสนุกกว่าเดิม เพราะมันเข้มข้นมาก</p>



<p><strong>นนท์:</strong> ที่พิเศษคือมีคนอื่นทำเพลงด้วย</p>



<p><strong>บอส:</strong> ใช่ครับ มี featuring 3 วง ไม่ใช่วงไทย แต่ยังไม่บอกว่าวงอะไร</p>



<p><strong>เล่าการร่วมโปรเจกต์ NFT กับ Gangster All Star ให้ฟังหน่อย</strong></p>



<p><strong>บอส:</strong> แบงค์ที่เป็น AR วงเรา เขาเป็น co-founder ของ Gangster All Star</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เขามองว่าด้วยความที่มันเป็น NFT อะ มันไม่มีขอบเขตอยู่แล้วว่าผลงานหรือชิ้นงานที่ออกมามันต้องเป็นงานวาดอย่างเดียว แล้วเขาก็อยากจะให้มันเกิดคอมมิวนิตีที่หลากหลาย เป็นเอเลเมนต์ที่ดึงคนที่มีความชอบเหมือนกันมาอยู่ด้วยกัน มีแบรนด์เสื้อผ้า งานศิลปะ หรือแม้แต่ในเรื่องดนตรี ดึงทุก ๆ อย่างให้มันเข้ามา สุดท้ายแล้วก็เหมือนเราใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ แบบ เฮ้ย วันนี้เราไปกินเหล้ากับเพื่อนดีกว่า ไปดูคอนเสิร์ตดีกว่า อันนี้เขาก็มีวิธีแฮงเอาต์ของเขา แล้วจริง ๆ มันคือคอมมิวนิตีที่ซัพพอร์ตกันมาก ๆ พี่แบงค์ก็บอกว่า <strong>KIKI</strong> ก็ดูเหมาะสมดีนะ เราสนใจไหม ตอนแรกเราก็ไม่คิดอะไร เพราะโลก META มันคืออะไรที่เราไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวกับมันเท่าไหร่เลย เราไม่ได้ยุ่งกับมันเลยในนาม <strong>KIKI</strong> ก็คิดว่าน่าสนใจนะเพราะพี่ดวง (วีระชัย ดวงพลา The Duang) ก็เป็นนักวาดที่มีชื่อเสียง</p>



<p><strong>บอส:</strong> เป็นการ์ตูนที่เราก็เคยอ่านกันตอนเป็นวัยรุ่น เราก็อยากเห็นมุมมองของเขาใน KIKI เหมือนกัน เราชอบนะได้ทำงานกับศิลปิน อาจจะมีเรื่อย ๆ แล้วก็จะหาคนที่เราชอบงานเขามาร่วมงาน</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ความจริงก็อยากได้ระดับโลก ถ้าเป็นไปได้ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส:</strong> ดนตรีกับศิลปะมันวิ่งหากันตลอด ถ้าสังเกตเราจะไปโคกับคนนั้นคนนี้ อย่าง Gangster All Star ทำกับ The Daung กับ EP เราก็ทำกับ jahflame ให้เขาฟังเพลง <strong>KIKI</strong> แล้วเราแค่บอกว่าเพลงนี้เกี่ยวกับอะไร ที่เหลือก็ปล่อยเขาเต็มที่เลย อย่างอัลบั้มนี้มันจะมีประมาณ 12 เพลง ก็จะมีเปาโล (สมพล รัตนวรี A KID FROM YESTERDAY) ทำอาร์ตเวิร์กทุกเพลง แล้วก็มีปกอัลบั้มอีก ก็น่าสะสม อยากให้ทุกคนติดตาม</p>



<p><strong>เอาเวลาที่ไหนไปทำเพลงกัน ขยันมาก</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เราทำงานเสร็จเที่ยงคืนตีหนึ่ง กลับบ้านแล้วก็ทำเพลงถึงตีสาม แล้วก็ตื่นมาทำงานต่อ</p>



<p><strong>บอส:</strong> นนท์จะเอาไปอะเรนจ์ตอนเช้า ตี 5 ถึงประมาณเที่ยง</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เราตื่นมาแล้วก็มีเพลงฟัง แล้วก็แก้เดโม่กัน การนอนการตื่นของเราจะไม่เหมือนกัน แต่มันตอบโจทย์กันมาก</p>



<p><strong>บอส:</strong> เหมือนทำงานคนละกะ แล้วก็จะวน ๆ มันเหมือนตอนเริ่มจะเป็นการมาเจอกันแล้วคุยว่าจะทำอะไรกันบ้าง ยังไม่ขึ้นเพลง กลับบ้านไปก็จะเป็นลูปอย่างนี้เรื่อย ๆ</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ทุกวันนี้ก็ยังทำเพลงผ่านอีเมลกันอยู่นะ คือไม่ค่อยเจอหน้ากันช่วงโควิด ตอนนี้ก็ยังติดทำแบบนั้นอยู่ ช่วงที่เจอกันคือตอนจะปิดอัลบั้ม จะมานั่งทำกัน นอนบ้านพี่นนท์</p>



<p><strong>บอส:</strong> นนท์ก็ขยันทำโชว์ใหม่ เราซ้อมทุกอาทิตย์ แต่ซ้อมสองอาทิตย์ก็เปลี่ยนอีกละ เติมของเก่านั่นนี่ แต่ปีนี้คนดูจะไม่ได้ดูโชว์ปีที่แล้วละ จะไม่มี Metamorphosis จะเป็นอีกแบบนึงแล้ว อย่างเพลงอัลบั้มใหม่เพิ่งปล่อยไปเพลงเดียว ก็จะเล่นเพลงใหม่อีกสามเพลงตามสไตล์ KIKI แล้วก็จะทยอยปล่อยซิงเกิ้ลอีกที</p>



<p><strong>นนท์:</strong> เน้น ๆ อัลบั้มใหม่ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> พี่นนท์ทำโชว์ใหม่เพื่อชาเลนจ์คนอื่น ๆ ในวง เรารู้สึกว่าจะเก่งได้ก็ต้องกล้าเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยเพื่อดูว่าเขาสามารถปรับตัวได้เร็วขนาดไหน เพราะรู้สึกว่าอยู่นิ่งมากไปเราเองก็ฝ่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="630" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02-630x800.jpg" alt="" class="wp-image-89611" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02-630x800.jpg 630w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02-315x400.jpg 315w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02-768x975.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02-600x762.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_02.jpg 1136w" sizes="auto, (max-width: 630px) 100vw, 630px" /><figcaption class="wp-element-caption">KIKI</figcaption></figure>



<p><strong>NFT ขยายขอบเขตการเป็นศิลปินของ KIKI ยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong>บอส:</strong> เราว่าได้แฟนเพลงมากขึ้น เราไม่ได้ไปร่วมรายการ หรือไปโคอะไรที่เป็นสินทรัพย์ของเขา เรามาในแง่การคอลแลบที่เขามาสนับสนุนเราในเรื่องงานวาด แล้วเราก็ได้เอาเพลงของเราให้ทุกคนได้ลองฟัง ซึ่ง fanbase 80% ของ Gangster All Star เป็นชาวต่างชาติ เขาก็ได้รู้จักเพลงเรามากขึ้น แล้วนอกจากนั้นก็ได้แก๊ง ได้เพื่อนที่มาคอยซัพพอร์ต มีไอเดียใหม่ ๆ มาทำอะไรกัน</p>



<p>เฮเลน: ยิ่งถ้าเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิตแบบนี้มันเป็นความรู้สึกอีกแบบเลยนะ ถ้าปล่อยเพลงเขาจะมีความไฮป์ของเขาอยู่ ตอนแรกเราก็แบบ อะไรวะ แต่จริง ๆ มันปกติของเขาเลย เขาไฮป์ทุกอย่างที่มาใหม่ มีคอนเทนต์อะไรเขาจะว้าว ๆ สนุกสนาน</p>



<p><strong>Japan Tour</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ดีลกับญี่ปุ่นมันมาก่อนเราเข้าค่าย แต่รู้สึกโชคดีที่โปรโมเตอร์ที่พาเราไปรู้จักพี่ปูม ไม่ต้องคุยเองแล้ว ให้พี่ปูมคุยเลยก็แล้วกัน เรื่องของเรื่องคือต้องขอบคุณพี่ปิง Earthtone เขาเป็นคนที่เห็นศักยภาพของพวกเราคนแรก ๆ เลย</p>



<p><strong>บอส:</strong> เขาอยากทำไวนิลให้ ทำเสร็จ พอจะขาย เขาก็เอาเพลงเราไปให้เทราโอะซัง Big Romantic ฟัง แล้วก็มาทัวร์ด้วยได้ถ้าเราโอเค พอเพลงเราปล่อยเราก็บอกพี่ปูม พี่ปูมก็บอกว่าเฮ้ย สบายเลย ปกติก็คุยกับเขาอยู่ เขาก็รันกันต่อ พอเราไปญี่ปุ่นก็แบกแผ่นไปขาย เอาเสื้อไปขายด้วย ขายไวนิลได้เยอะกว่าที่นี่อีกอะ (หัวเราะ) ไป 5 วัน เป็นทัวร์ 5 จังหวัด สนุกมาก ๆ แล้วไปแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันเลย เขาจะมีวงเจ้าถิ่นเนาะ เหมือนไปยิมโปเกมอนอะ สมมติยิมจังหวัดนี้เป็นเพลงอิเล็กทรอนิก วงจะทรงนี้ อีกเมือง อีกยิม วงก็จะอีกแนวนึง คนที่นั่นน่ารักมาก อัธยาศัยดี คุยกันเฟรนลี่มาก ๆ แล้วเราก็ดีใจ ไม่คิดว่าจะมีแฟนเพลงเยอะประมาณนึงที่ญี่ปุ่น ไปเล่นแล้วมีคนมาดู</p>



<p><strong>นนท์:</strong> เพราะอัลบั้มเพิ่งปล่อยไป แล้วได้เล่น Ringo Festival ด้วย อันนี้ก็ดี อยู่บนภูเขา</p>



<p><strong>บอส:</strong> เป็นครั้งแรกของการเล่นดนตรีของเรากับนนท์กับ <strong>KIKI</strong> ที่ต่างประเทศ เป็นเฟสติวัลที่ดีมาก เราจินตนาการภาพไว้ว่ามันน่าจะสนุกประมาณนี้แหละ แต่เอาเข้าจริงก็รู้สึกดีมาก ทุกคนที่ไปเล่นกับเรา น้องบุ๊ค (<strong>Tellelama</strong>) น้องธี (<strong>Door Plant</strong>) <strong>พาริม</strong> ทุกคนได้ไฟกลับมาหมดเลย แล้วก็มาจบที่ Big Romantic โตเกียว ก็สนุกมาก ๆ ก็ได้เจอ <strong>Last Dinosaurs</strong> รู้จักกันครั้งแรกท่ีนั่น แล้วก็มาเจอกันอีกทีที่ Maho Rasop</p>



<p><strong>ประทับใจที่ไหนที่สุด</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> ทุกที่แหละน้า มันมีความไม่เหมือนกันเลย</p>



<p><strong>บอส:</strong> อย่างที่เกียวโต มันเล็กมาก มีแค่ 40 ที่ แต่ทุกคนตั้งใจกันดูมาก</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> แล้วเราเครียดมาก กล่องเสียงอักเสบวันแรก เดินทางไป 10 วัน เพิ่งหายวันที่ 8 อะ เป็นอย่างงี้เลย คือคอที่หายสนิทคืองานสุดท้ายที่ Last Dinosaurs มาดูนั่นแหละ เราแบบ มายก้อด ได้ไงวะนี่ ก็ยัดยาที่ญี่ปุ่นมาเรื่อย ๆ ยากิน ยาฉีด บ้วนคอ หมดค่ายาไปเยอะมาก เรานอนกับพาริม พาริมก็ทำชาร้อนให้เราทุกวันเลย ตื่นมาเขาก็จะวอร์มเสียงเราก่อน เฮเลนลองร้องโน้ตนี้ดิ๊ ร้องไม่ได้ก็ไม่ต้องร้อง (หัวเราะ) ด้วยความที่พาริมเป็นคนร้องคอรัสอยู่แล้ว เราก็จะบอกเขาว่า ไม่ต้องร้องคอรัสก็ได้นะ ร้องเป็นไลน์ปกติเหมือนเราไปเลยเพราะเราต้องการซัพพอร์ต เราไม่เคยเป็นมาก่อนเลยทั้งชีวิตแล้วมันเป็นการร้องที่มีแต่ลมออกมา พอถึงโน้ตนึงเนื้อเสียงมันหายไป ไม่มีเสียงออกมาเลย แค่พูดบทสนทนาธรรมดาคือต้องเบ่ง เหนื่อยอะ เหนื่อยมาก เศร้ากว่านั้นคือดื่มไม่ได้ ไปถึงญี่ปุ่นแต่อดดื่ม!</p>



<p><strong>อีเวนต์ต่อไปที่ฟุกุโอกะ</strong></p>



<p><strong>นนท์:</strong> เหมือนงานนี้เราไม่ได้ไปทัวร์ เราไปทำเพลงกับเขาและมีงานเล่นแบบเล็ก ๆ</p>



<p><strong>บอส:</strong> มันจะมีเวิร์กช็อปแต่งเพลงกับวงชื่อว่า <strong>Deep Sea Diving Club</strong> ทำงานเพลงคอลแล็บกัน จะมีเพลง <strong>KIKI</strong> ที่จะมี <strong>Deep Sea Diving Club</strong> มา featuring แล้วก็มีเพลงของ <strong>Deep Sea Diving Club</strong> ที่ <strong>KIKI</strong> ไปร่วมด้วย ตอนนี้ทำเพลงส่งกันมาพักนึงละ โยนไป ๆ กลับ ๆ มีจินซัง (<strong>Gin Sentaro</strong>) เป็นล่าม กับพี่ปูมช่วยดู แล้วเราก็จะไปเขียนเนื้อด้วยกันที่ฟุกุโอกะวันนึง แล้วก็เปิดให้คนภายนอกมาดูได้ด้วย เราก็ไม่รู้เหมือนกันจะเป็นยังไง เพราะเวลาเราทำเพลงก็ทำเพลงกันเอง (นนท์: ทำเพลงกับคนอื่นก็ยังไม่เคย) แล้วก็ไม่เคยทำเพลงกับคนต่างชาติ แล้วยังจะมีคนอื่นมาดูด้วย (หัวเราะ) แปลกดี ส่วนอีกวันจะเป็นสรุปผลที่เราทำ แล้วมีมินิคอนเสิร์ตในร้านกาแฟ พื้นที่ไม่เยอะก็จะเป็นเซ็ตเล็ก ไปกันสามคน เชิง ๆ แบบ <strong>KIKI</strong> เซ็ตมินิ</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> กีตาร์ 2 คีย์บอร์ด 1 ร้อง 1 มาแบบมินิมัลที่สุดแล้ว บอกพี่ปูมแล้วว่าถ้ามีงานอื่นในอนาคตแบบนี้อีก ไม่รับแล้วจริง ๆ</p>



<p><strong>บอส:</strong> ที่หวังว่าจะได้ก็คงเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการทำเพลงกับคนอื่น น่าจะหาจุดตรงกลางที่จะแต่งเพลงร่วมกันทำอะไรสนุก ๆ ได้ลองอะไรใหม่ ๆ น่าจะได้แรงบันดาลใจอะไรใหม่ ๆ กลับมาด้วย แต่ได้เพลงแน่นอน (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เคยมีคนถาม KIKI ว่า เป็นวงหน้าใหม่แต่ทำไมถึงได้รับโอกาสดี ๆ เยอะจังเลย</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เรารู้สึกว่า hard work pays off เลยไม่ได้ติดใจอะไรที่บางคนจะมองว่า ทำไม <strong>KIKI</strong> ได้มาอยู่ตรงนี้ เรามองว่ามันเป็นโอกาสด้วย หรือถ้าวันนึงเราไม่ได้เราก็จะไม่งอแงแบบนั้น บางคนมองว่า <strong>KIKI</strong> ก้าวกระโดดมาจาก underground ได้เพราะมีสื่อช่วย หรือเพราะมีคนอยู่ในวงที่มีชื่อในวงการอยู่แล้วหรอถึงมาได้จุดนี้ คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราคงดังกว่านี้มากแล้ว</p>



<p><strong>บอส:</strong> เราเป็นวงเพิ่งเริ่มใหม่ อยู่ในเฟสการโตอยู่เลย</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เรารู้สึกว่าพื้นที่โอกาสทางสื่อควรจะเข้าถึงได้ทุกคน เราไม่อยากมองว่ามันเป็นสิทธิพิเศษเลย รู้สึกว่าวงที่เล็กกว่านี้ที่เพิ่งเกิดแล้วทำเพลงดีก็มีเยอะ เอาจริง เพลงดีไม่ดี มัน subjective มาก เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเอง มันอยู่ที่คนฟัง แค่เราแฮปปี้กับผลงานที่เราทำ คนอื่นจะชอบไม่ชอบก็เป็นดุลยพินิจของเขา แล้วเราก็ขอบคุณที่ทั้งชอบและไม่ชอบด้วย เพราะว่า ถ้าชอบ ก็จะทำออกมาเรื่อย ๆ ถ้าไม่ชอบ ก็จะทำออกมาอยู่ดี (หัวเราะ) มันแค่เป็นความรู้สึกแปลกเฉย ๆ ตอนนั้นว่าเคยมีคนมาพูดกับเรา มันแปลกหรอที่เราได้รับโอกาสนี้ เหมือนเราไม่ได้คู่ควรที่จะได้โอกาสตรงนี้ แต่เราก็อยากบอกว่า การที่กูได้พื้นที่เนี่ยกูก็ไม่ได้เลือกตัวเองให้ไปอยู่ได้มั้ยเล่าาาา มันคือคนอื่น editor หรือคนฟังทั้งนั้น ซึ่งเราแฮปปี้ที่เขาเลือกให้เราไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ พวกนั้น มันก็จะมีคนที่ดีใจไปกับเรา แต่ก็จะมีแหละคนที่ตั้งคำถามสิ่งที่เราทำหรือจุดที่เราได้ไปอยู่ เรามองว่า เราอยู่ในวงการแบบนี้เราควรจะซัพพอร์ตกันมากกว่ามานั่งบี้กัน ตั้งแง่กันว่าทำไมมึงได้ กูไม่ได้ ทำไมคนใหม่กว่า ดังกว่า ไลก์เยอะกว่า เรารู้สึกว่ามันเป็นวิถีที่แย่ เราแค่รู้สึกว่ามันยังมีสิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกสังคมไม่ใช่แค่สังคมไทย</p>



<p>เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกทุนนิยมคนพวกนี้มองเราเป็นมูลค่าทางการตลาดอยู่แล้ว ยิ่งอะไรพวกนี้เข้ามา engagement เยอะ ๆ ก็ยิ่งเอาสปอตไลต์ไปส่องเขาทั้งที่เขาแค่อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็มีคนวิ่งเข้าหาอยู่แล้ว สื่อควรจะให้โอกาสทุก ๆ คน ไม่ใช่แค่ยอดรีช ยอดวิว หรือแค่ไลก์ มันมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งนี้มันคือจิตวิญญาณของคนทำ เราอยากให้เปิดใจกับคนที่พยายามมานานมาก ๆ แล้วก็ยังโตมาไม่ได้เพราะคนไม่ได้ให้โอกาส และไม่ได้อยากให้ด้วยซ้ำ มันคือสิ่งที่เราเคยมองในฐานะคนนอก จนตัวเองมาอยู่ในจุดนี้เอง แล้วรู้สึกว่ามันมีความไม่ยุติธรรมค่อนข้างเยอะเหมือนกัน อันนี้ไม่ได้งอแงในพาร์ตวงเรา แต่พูดถึงหลาย ๆ คนที่วงนี้ทำเพลงดีมากเลย แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงเลย ไม่เคยมีคอนเทนต์เขียนถึงเลย ขอไม่พูดชื่อวงแต่เคยคุยกัน เขาบอกว่าเคยส่งสื่อนะ สื่ออ่านแต่ไม่ตอบ แล้วเขาก็คิดว่า สงสัยเขาทำเพลงไม่ดีมั้ง เราก็บอกว่า โอเค จะดีไม่ดีมันก็อาจจะต้องถูกหู editor ด้วยรึเปล่า แต่เรารู้สึกแล้วว่าหนึ่ง คุณก็ไม่ได้ให้โอกาสเขาผ่านตัวคุณไปเพื่อไปถึงหูของคนอื่น ๆ เลยด้วยซ้ำ มันคือการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลย แล้วบางทีคนแบบนั้นไม่มีกำลังเงิน อาจจะไม่ได้มีคอนเน็กชัน ไม่มีอิทธิพลในวงการขนาดนั้น มันยิ่งดูยาก เราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก</p>



<p><strong>บอส:</strong> สุดท้ายทุกคนทำเพลงออกมาได้ ก็ให้มันรันไป ชอบมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ฟังเท่านั้นเอง แต่หลัง ๆ มาก็มีวงเล็ก ๆ ที่เป็นที่สนใจเกิดขึ้นมาเยอะ มีสื่อที่ให้พื้นที่อะไรมากขึ้น ช่วยกันสนับสนุน อย่ามาขัดขา ทุกคนมีศักยภาพ หลายวงมาก ๆ ตอนนี้วงการสนุกขึ้นมาก แล้วคิดว่ายิ่งถ้าช่วยกันยิ่งจะไปได้ดีขึ้น พร้อมที่จะไปบุกตลาดโลกกัน</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> เมื่อกี้เราพูดในแง่ที่ผ่านมา จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ตั้งแต่เริ่มทำเพลงขึ้นมา การทำเพลงแล้วได้ออกไปเล่น ออกไปเจอผู้คน บางคนเขาทำเงินไม่ได้เขายังยอมเลยอะ ควักเนื้อตัวเองเพื่อไปเล่นงานฟรี ซึ่งอะไรพวกนี้ควรเลิกไปได้แล้วด้วย บางคนมองว่าสิ่งพวกนี้เอาไว้เลี้ยงชีพตัวเอง อย่าทำอย่างนี้กับวงเล็ก ๆ ได้ไหม อะไรพวกนี้แหละที่ตัดกำลังใจ ตัดความฝันของคนที่ตั้งใจทำผลงาน ความตั้งใจของคนเรามันตัดสินไม่ได้หรอก บางคนตั้งใจแทบตายเราแค่ไม่ชอบเพลงเขา แต่ไปบอกเขาว่ามันเป็นเพลงไมดี อันนี้คือมุมมองที่เรามีกับวงการ ณ ตอนนั้น</p>



<p>ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เราก้แฮปปี้ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเราก็ถือว่าเป็นวงที่เล็กมาก ๆ อยู่ ไม่อยากให้ใครมามองว่าเราใหญ่แล้วแค่เพราะเราได้ไปเหยียบต่างแดน ไม่ใช่เลย ตอนนี้โลกมันเปิดกว้างนะ เราเห็นวงไทยไปต่างประเทศเยอะมาก ไปเล่น Music Lane Okinawa มันเป็นเวลาที่ของดีในไทยได้ออกไปข้างนอกแล้ว แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ทุกคนต้องช่วยกัน ถ้ามัวขัดขากันเองก็ตายกันอยู่ในประเทศเนี่ยแหละ (หัวเราะ) พอจะทำอะไรยิ่งใหญ่แล้วไปด้วยกัน เราอยากเป็นอะไรแบบนั้นมากกว่า เราพูดได้เพราะว่ามีคนซัพพอร์ตเราแบบนั้นจริง ๆ เราถึงได้มีโอกาสนี้ แล้วมันเป็นอะไรที่เติมไฟให้เรามากนะ เป็นไฟที่แปลกมาก ๆ ด้วย เพราะทุกวันนี้ยังไม่มองว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย อย่างพี่บอสพี่นนท์เขาเป็นนักดนตรีมา 1/3 ของชีวิตเขา บางคนครึ่งชีวิตเลย ส่วนเรายังเพิ่งเริ่ม เป็นอะไรที่ยังใหม่สำหรับเรา ยังประมวลความรู้สึกไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แต่เป็นความรู้สึกแปลกที่ดีมาก ๆ ถึงได้ทำเพลงออกมาอยู่เรื่อย ๆ</p>



<p><strong>นนท์:</strong> เราก็คงตั้งใจทำอัลบั้มต่อไปแหละ ปล่อยเพลงเรื่อย ๆ เจอกันทั้งปีเลย</p>



<p><strong>ฝากถึงแฟนเพลง KIKI หน่อย</strong></p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> มันไม่มีอะไรที่เราจะพูดได้มากกว่าการขอบคุณ เพราะว่าเราทำเพลงไปก็เท่านั้นถ้าไม่มีคนฟัง</p>



<p><strong>บอส:</strong> สุดท้ายแล้วคนที่มีผลต่อ <strong>KIKI</strong> ก็คือคนฟัง คนซัพพอร์ต คนที่มาสนุกกับเราคอนเสิร์ต อยากให้มาฟัง มาดู</p>



<p><strong>เฮเลน:</strong> อยากให้เขาซัพพอร์ตแบบนี้ต่อไป เราก็ได้แต่หวังว่า เราจะเก่งขึ้นกว่านี้ (บอส: และตั้งใจทำงานออกมาให้ดี) ก็ตั้งใจอยู่แล้วทุกวันแต่จะตั้งใจกว่าเดิม มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจหรือเบื่อกัน&#8230; ไม่เคยเจอไรแบบนี้อะ แง จะร้อง แต่เร็ว ๆ นี้อาจจะมีข่าวดี</p>



<p><strong>บอส:</strong> มีเรื่อย ๆ พยายามทำทั้งเพลง ทั้งงานโชว์สดให้ดีขึ้น อยากให้คนมาดูโชว์เพราะเราขี้เบื่อ เล่นไปสามครั้งก็เปลี่ยนโชว์แล้ว อยากให้มาดูกัน ไม่งั้นจะอดดูโชว์เก่า ๆ นะ เพลง EP ไม่ค่อยเหลือแล้ว</p>



<p>ติดตามความเคลื่อนไหวของ KIKI ได้ ที่นี่ <a href="https://www.facebook.com/yesitskiki">https://www.facebook.com/yesitskiki</a></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1110" height="800" src="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-1110x800.jpg" alt="" class="wp-image-89610" srcset="https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-1110x800.jpg 1110w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-555x400.jpg 555w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-768x553.jpg 768w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-1536x1107.jpg 1536w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03-600x432.jpg 600w, https://www.cdcosmos.com/wp-content/uploads/2023/03/KIKI_03.jpg 1894w" sizes="auto, (max-width: 1110px) 100vw, 1110px" /><figcaption class="wp-element-caption">KIKI</figcaption></figure>



<p><em><a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/daynim-psss/">เติบโตอย่างสดใสกับอัลบั้มใหม่ ‘PSSST!’ จาก Daynim</a></em></p>



<p><em><a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/jpbs-waiting-room/">ร่วมเดินทางเข้าสู่สถานที่ที่ถูกลืมของ JPBS ในโปรเจกต์ ‘Waiting Room’</a></em></p>
<p>The post <a href="https://www.cdcosmos.com/transmission/kiki-interview/">‘Get Up’ พร้อมก้าวกระโดดไปกับ KIKI วงดนตรีที่ใครก็ฉุดไม่อยู่</a> appeared first on <a href="https://www.cdcosmos.com">cdcosmos</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
